ยอดส่งออกจีนพุ่ง 9.9% เดือนก.ย. หลังดีมานด์สินค้าจีนในต่างประเทศสูงขึ้น

สำนักงานศุลกากรจีน (GAC) รายงานในวันนี้ว่า ยอดส่งออกเดือนก.ย. เพิ่มขึ้น 9.9% เมื่อเทียบเป็นรายปี ทำสถิติเพิ่มขึ้นติดต่อกันเป็นเดือนที่ 4 และยังแข็งแกร่งกว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 9.6% โดยได้ปัจจัยหนุนจากความต้องการสินค้าจีนที่เพิ่มขึ้นในตลาดต่างประเทศ

ส่วนยอดนำเข้าเดือนก.ย.พุ่งขึ้น 13.2% เมื่อเทียบรายปี ซึ่งแข็งแกร่งกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะขยับขึ้นเพียง 0.54%

ทั้งนี้ จีนมียอดเกินดุลการค้าในเดือนก.ย.ทั้งสิ้น 3.7 หมื่นล้านดอลลาร์ น้อยกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 5.8 หมื่นล้านดอลลาร์

รายงานยังระบุด้วยว่า จีนมียอดเกินดุลการค้ากับสหรัฐลดลงมาอยู่ที่ระดับ 3.075 หมื่นล้านดอลลาร์ในเดือนก.ย. จากระดับ 3.424 หมื่นล้านดอลลาร์ในเดือนส.ค.

รายงานยอดส่งออกและนำเข้าดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลที่คำนวณในรูปสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ

หากคำนวณในรูปสกุลเงินหยวนพบว่า ยอดส่งออกของจีนในเดือนก.ย.พุ่งขึ้น 10.2% เมื่อเทียบเป็นรายปี ขณะที่ยอดนำเข้าเพิ่มขึ้น 4.3%

ที่มา https://www.ryt9.com/s/iq29/3166608

Related links

โพสท์ใน Uncategorized | ติดป้ายกำกับ , , | ปิดความเห็น บน ยอดส่งออกจีนพุ่ง 9.9% เดือนก.ย. หลังดีมานด์สินค้าจีนในต่างประเทศสูงขึ้น

โตเกียวตกสู่อันดับ 4 ในท็อปเท็นฮับการเงินโลก นิวยอร์กยังครองแชมป์

Z/Yen Group บริษัทที่ปรึกษาเชิงพาณิชย์และบริษัทร่วมทุนที่มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่กรุงลอนดอน และสถาบันการพัฒนาจีน (CDI) ในเซินเจิ้นทางใต้ของจีนเปิดเผยรายงานดัชนีศูนย์กลางการเงินโลก (Global Financial Centers Index – GFCI) ระบุว่า กรุงโตเกียวของญี่ปุ่นหล่นจากอันดับ 3 มาอยู่ที่อันดับ 4 ในรายชื่อท็อปเท็นศูนย์กลางการเงินชั้นนำของโลก ขณะที่นครเซี่ยงไฮ้ของจีนไต่ขึ้นมาแทนที่อันดับ 3 รองจากนครนิวยอร์กของสหรัฐอันดับหนึ่ง และกรุงลอนดอนของอังกฤษอันดับสอง

ส่วนฮ่องกงเขยิบขึ้นมาอยู่ที่อันดับ 5 และสิงคโปร์หล่นไปอยู่ที่อันดับ 6 ในรายชื่อดังกล่าว

ในการปรับปรุงดัชนีครั้งก่อนเมื่อเดือนมี.ค.ที่ผ่านมา โตเกียวไต่ขึ้นไปอยู่ที่อันดับ 3 จากอันดับ 6 ในเดือนก.ย. 2562 โดยดัชนีดังกล่าวจะได้รับการปรับปรุงปีละ 2 ครั้งทุกเดือนมี.ค.และก.ย.

รัฐบาลญี่ปุ่นได้พยายามที่จะเพิ่มความน่าดึงดูดใจของกรุงโตเกียวในฐานะศูนย์กลางการเงินโลก โดยร่วมมือกับธนาคารและบริษัทอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่เพื่อดึงดูดสถาบันและผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินจากต่างประเทศ

รายงานล่าสุดที่เปิดเผยเมื่อปลายเดือนก.ย.ที่ผ่านมานั้น ศูนย์กลางการเงินในเอเชียและแปซิฟิกได้รับการจัดอันดับที่แตกต่างกันไป โดย 10 เมืองมีอันดับลดลง และ 14 เมืองมีอันดับเพิ่มขึ้น

ส่วนปักกิ่งและซานฟรานซิสโกยังคงอยู่ที่อันดับเดิมคือ 7 และ 8 ตามลำดับ ขณะที่เซินเจิ้นและซูริคเพิ่งเข้ามาติดท็อปเท็นที่อันดับ 9 และ 10 ตามลำดับ ขณะที่ลอสแองเจลิส และเจนีวาหลุดจากอันดับท็อปเท็น

สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า ดัชนี Global Financial Centers Index ซึ่งจัดทำขึ้นเป็นครั้งที่ 28 (GFCI 28) เป็นการประเมินขีดความสามารถด้านการแข่งขันในอนาคต และเป็นการจัดอันดับศูนย์กลางการเงินขนาดใหญ่ 111 แห่งทั่วโลก ซึ่งกรุงเทพมหานครของไทยอยู่ในอันดับที่ 58

ทั้งนี้ 10 อันดับศูนย์กลางการเงินชั้นนำของโลกมีดังนี้:- 1. นิวยอร์ก 2. ลอนดอน 3. เซี่ยงไฮ้ 4. โตเกียว 5. ฮ่องกง 6. สิงคโปร์ 7. ปักกิ่ง 8. ซานฟรานซิสโก 9. เซินเจิ้น 10. ซูริค

ที่มา https://www.ryt9.com/s/iq29/3164206

Related links

โพสท์ใน Uncategorized | ติดป้ายกำกับ , , | ปิดความเห็น บน โตเกียวตกสู่อันดับ 4 ในท็อปเท็นฮับการเงินโลก นิวยอร์กยังครองแชมป์

กฟผ.รับฟังความเห็นปชช. ก่อนสร้างโรงไฟฟ้าพระนครใต้(ส่วนเพิ่ม)จ่ายไฟปี 69

การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ร่วมกับ บริษัท ซีคอท จำกัด ได้จัดประชุมรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ครั้งที่ 1 โครงการโรงไฟฟ้าพระนครใต้ (ส่วนเพิ่ม) เมื่อวานนี้ (19 ก.ย.) เพื่อชี้แจงเหตุผลความจำเป็นและรายละเอียดโครงการ รวมถึงขอบเขตแนวทางการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม สำหรับจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EHIA) ณ อาคารอเนกประสงค์ 2 เทศบาลเมืองปู่เจ้าสมิงพราย อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ โดยประชาชนในพื้นที่ศึกษาโครงการฯ ในรัศมี 5 กิโลเมตร ประกอบด้วย เขตทุ่งครุ กรุงเทพมหานคร อำเภอเมืองสมุทรปราการ อำเภอพระประแดง อำเภอพระสมุทรเจดีย์ จังหวัดสมุทรปราการ ผู้นำศาสนา ส่วนราชการ หน่วยงานรัฐวิสาหกิจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา สื่อมวลชน เข้าร่วมรับฟังความคิดเห็น จำนวนกว่า 700 คน

นางศิวพร ฉั่วสวัสดิ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ กล่าวว่า ไฟฟ้าเป็นปัจจัยที่สำคัญในการพัฒนาประเทศ ไม่ว่าจะเป็นภาคอุตสาหกรรมหรือการดำรงชีวิตของประชาชน ดังนั้น การพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าไฟฟ้าจึงมีความจำเป็น และจะต้องพัฒนาให้เพียงพอต่อความต้องการของทุกภาคส่วน ซึ่งการพัฒนานั้นอาจส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน การจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นประชาชน ครั้งที่ 1 จึงจัดขึ้นเพื่อนำเสนอข้อมูลโครงการโรงไฟฟ้าพระนครใต้ (ส่วนเพิ่ม) เหตุผลความเป็นมา รายละเอียดของโครงการ และแนวทางการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมของโครงการ จึงขอให้ประชาชนเปิดใจ รับฟังอย่างเป็นกลาง พิจารณาว่ามีสิ่งใดที่ส่งผลกระทบต่อชุมชน และร่วมนำเสนอข้อคิดเห็น ข้อห่วงกังวลต่างๆ ในเวทีอย่างเต็มที่

ที่มา https://www.ryt9.com/s/iq03/3160318

Related links

โพสท์ใน Uncategorized | ติดป้ายกำกับ , , | ปิดความเห็น บน กฟผ.รับฟังความเห็นปชช. ก่อนสร้างโรงไฟฟ้าพระนครใต้(ส่วนเพิ่ม)จ่ายไฟปี 69

รัฐบาลจัดเคมเปญหนุนท่องเที่ยวในประเทศ ย้ำการเปิดรับชาวต่างชาติยังอยู่ระหว่างพิจารณา

น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในช่วงที่ยังไม่มีการเปิดรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศไทย นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา เดินหน้าสนับสนุนส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศ โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้ออกหลายแคมเปญเพื่อกระตุ้นให้คนไทยและชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยได้ออกเดินทางท่องเที่ยวมากขึ้น เพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ บรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 โดยรัฐบาลขอเชิญชวนให้ประชาชนได้ท่องเที่ยวในประเทศ พร้อมขอให้ผู้ประกอบการได้สร้างความมั่นใจต่อประชาชนในมาตรฐานการดูแลรักษาความปลอดภัย ป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19

น.ส.ไตรศุลี กล่าวว่า ส่วนการเปิดรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาตินั้น ยังอยู่ในขั้นของการศึกษาพิจารณาถึงแนวทาง โดยต้องมีการหารือกับหลายภาคส่วนเพื่อเห็นชอบร่วมกัน ที่สำคัญคือการสร้างความเชื่อมั่นต่อประชาชน ว่าเมื่อเปิดรับชาวต่างชาติแล้ว จะไม่ก่อให้เกิดการระบาดของโรคโควิด-19 ระลอก 2 โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.สาธารณสุข ยืนยันว่าขณะนี้ระบบการป้องกันโรคของไทยมีความเข้มแข็ง ระบบเฝ้าระวังมีประสิทธิภาพ ซึ่งเมื่อเปิดรับชาวต่างชาติ ก็จะต้องมีมาตรการคัดกรองที่สามารถสร้างความมั่นใจต่อประชาชนได้

ที่มา https://www.ryt9.com/s/iq03/3158287

Related links

โพสท์ใน Uncategorized | ติดป้ายกำกับ , , | ปิดความเห็น บน รัฐบาลจัดเคมเปญหนุนท่องเที่ยวในประเทศ ย้ำการเปิดรับชาวต่างชาติยังอยู่ระหว่างพิจารณา

SOME ชูประเด็นฟื้นฟูเศรษฐกิจ-เร่งจ้างงานในภูมิภาค ส่งต่อรมว.พลังงานอาเซียน พ.ย.นี้

นายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า การประชุมออนไลน์เจ้าหน้าที่อาวุโสอาเซียนด้านพลังงาน ครั้งที่ 38 และการประชุมที่เกี่ยวข้อง (The 38th Senior Officials Meeting on Energy and Associated Meetings : The 38th SOME) ที่มีขึ้นระหว่างวันที่ 24 – 27 สิงหาคม 2563 ได้เสร็จสิ้นลงแล้ว โดยการประชุมครั้งนี้มีประเด็นการประชุมที่สำคัญ

1.การกำหนดแนวทางการดำเนินงานในแผนปฏิบัติการความร่วมมือด้านพลังงานอาเซียนระยะที่ 2 (APAEC PHASE II) ซึ่งจะใช้ในปี 2021-2025 พร้อมทั้งสรุปผลการดำเนินงานโครงการภายใต้แผนปฏิบัติการความร่วมมือด้านพลังงานอาเซียนระยะที่ 1 (APAEC PHASE I) และโครงการที่จะดำเนินการต่อเนื่องไปในอนาคต ที่อยู่ภายใต้กรอบความร่วมมือ 7 สาขา คือ ความร่วมมือด้านไฟฟ้า ความร่วมมือด้านปิโตรเลียม ความร่วมมือด้านถ่านหิน ความร่วมมือด้านพลังงานทดแทน ความร่วมมือด้านการอนุรักษ์พลังงาน ความร่วมมือด้านนโยบายและแผนพลังงาน และความร่วมมือด้านพลังงานนิวเคลียร์ โดยมุ่งเน้นการใช้นวัตกรรมทางพลังงานในการขับเคลื่อนสาขาพลังงานในยุคเปลี่ยนผ่าน (Energy transition)

  1. การอภิปรายแนวโน้มและสถานการณ์พลังงานโลก ปัญหาที่เผชิญและแนวทางการฟื้นฟูทางด้านพลังงานภายหลังจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ซึ่งเป็นประเด็นที่กลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน ประเทศคู่เจรจา รวมถึงองค์กรด้านพลังงานระหว่างประเทศให้ความสนใจเป็นอย่างมาก เนื่องจากผลกระทบของโรคโควิด-19 ส่งผลในวงกว้างต่อเศรษฐกิจการจ้างงานและรูปแบบการใช้และจัดหาพลังงานที่เปลี่ยนแปลงไป นอกจากนี้ ยังได้มีการหารือแนวทางการรับมือในกรณีเกิดสถานการณ์ฉุกเฉินที่อาจมีผลกระทบต่อด้านพลังงานในอนาคตอีกด้วย
  2. ประเทศไทยได้เสนอนโยบาย “พลังงานร่วมใจ รวมไทยสร้างชาติ” ซึ่งเป็นนโยบายของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เพื่อเป็นแนวทางในการกระตุ้นการลงทุนเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและเพิ่มอัตราการจ้างงานภายในภูมิภาค

“ประเทศผู้เข้าร่วมการประชุมให้ความสนใจเป็นอย่างมาก พร้อมทั้งให้การสนับสนุนโยบายดังกล่าว เพราะจะเป็นแนวทางการฟื้นฟูเศรษฐกิจที่สำคัญ และก่อให้เกิดการจ้างงานภายในภูมิภาค โดยจะเตรียมเสนอต่อที่ประชุมในระดับรัฐมนตรีอาเซียนด้านพลังงานครั้งที่ 38 ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 2 – 6 พฤศจิกายน 2563 นี้ต่อไป” ปลัดกระทรวงพลังงานกล่าว

ทั้งนี้ กล่าวโดยสรุปการประชุมในครั้งนี้เน้นประเด็นที่การฟื้นฟูเศรษฐกิจและการจ้างงานภายในภูมิภาค การส่งเสริมการค้าขายพลังงานทั้งด้านไฟฟ้าและ LNG การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน การรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินที่อาจส่งผลกระทบต่อภาคพลังงานในอนาคต รวมถึงการกำหนดนโยบายและแนวทางการดำเนินงานเพื่อกระตุ้นการเปลี่ยนผ่านพลังงานไปสู่ยุคพลังงานสะอาด เพื่อความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน รวมทั้งให้มีความสอดรับกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDG) ขององค์การสหประชาชาติอีกด้วย

ที่มา https://www.ryt9.com/s/iq03/3156613

Related links

โพสท์ใน Uncategorized | ติดป้ายกำกับ , , | ปิดความเห็น บน SOME ชูประเด็นฟื้นฟูเศรษฐกิจ-เร่งจ้างงานในภูมิภาค ส่งต่อรมว.พลังงานอาเซียน พ.ย.นี้

เจมาร์ท กรุ๊ป โชว์ความแข็งแกร่งต่อนักวิเคราะห์ งบ Q2/63 ทำนิวไฮ

นายอดิศักดิ์ สุขุมวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจ มาร์ท จำกัด (มหาชน) หรือ JMART ในฐานะบริษัทอินเวสเมนท์ คอมพานี นำทีมผู้บริหารระดับสูงในกลุ่ม ได้แก่ JMT , SINGER , JAS ASSET และ J Fintech จัดประชุมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ ในงาน Analyst Meeting นำเสนอความสำเร็จของผลประกอบการงวดไตรมาส 2/63 และแผนการ Synergy สนับสนุนกำไรสุทธิทำสถิติสูงสุดใหม่ และคาดจะเติบโตต่อเนื่องในช่วงครึ่งปีหลัง ณ อาคารเจมาร์ท ถนนรามคำแหง เมื่อเร็วๆ นี้ โดยภายในงานได้รับความสนใจจากนักวิเคราะห์จำนวนมาก

ที่มา https://www.ryt9.com/s/prg/3154281

Related links

โพสท์ใน Uncategorized | ติดป้ายกำกับ , , | ปิดความเห็น บน เจมาร์ท กรุ๊ป โชว์ความแข็งแกร่งต่อนักวิเคราะห์ งบ Q2/63 ทำนิวไฮ

แบรนด์คนไทย ไม่แพ้ใครในโลก!!! ปรบมือรัวๆ ให้กับ “แพรอท ไฮยาลูรอน วิตามิน ซี แอนด์ อี”

เรียกได้ว่ากระแสตอบรับดีจนฉุดไม่อยู่ ไม่พูดถึงไม่ได้แล้ว!! กับ ผลิตภัณฑ์ครีมอาบน้ำพร้อมบำรุงผิว “แพรอท ไฮยาลูรอน วิตามิน ซี แอนด์ อี” ภายใต้การบริหารของ บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) หรือบีเจซี ล่าสุด ได้รับรางวัลผลโหวตอันดับ 1 การันตีคุณภาพสินค้าและความพึงพอใจจากผู้ใช้สินค้าจริง จาก cosmenet.in.th เว็บไซต์รีวิวเครื่องสำอางอันดับ 1 จากผู้ใช้จริง ซึ่งเป็น บิวตี้คอมมูนิตี้ที่ครบเครื่องเรื่องเครื่องสำอาง ไม่ว่าจะเป็นอัปเดตเครื่องสำอางใหม่ก่อนใคร แบรนด์ไหนกำลังปัง เทรนด์ไหนกำลังฮิต ที่เป็นที่รู้จักของสาวๆ ยุคใหม่ โดยสรุปผลโหวตดังกล่าวจาก “รีวิวผู้ใช้จริง” มากถึง 200 คน ทั้งนี้ยังเป็นนวัตกรรมใหม่ล่าสุดจาก “แพรอท” ที่นำเสนอทางเลือกให้แก่ผู้ที่มองหาครีมอาบน้ำที่มีส่วนผสมสำคัญจากไฮยาลูรอน ที่เป็นฟิลเลอร์ธรรมชาติ ช่วยเติมเต็มและกักเก็บความชุ่มชื้นให้แก่ผิว พร้อมทั้งวิตามินซีและวิตามินอี บำรุงผิวให้แลดูกระจ่างใส เนียน นุ่ม อ่อนเยาว์ อาบพร้อมบำรุงผิวสวยจบในขั้นตอนเดียว สามารถหาซื้อได้แล้ววันนี้ที่ บิ๊กซี และห้างสรรพสินค้าชั้นนำทั่วประเทศ

ที่มา https://www.ryt9.com/s/prg/3151864

Related links

โพสท์ใน Uncategorized | ติดป้ายกำกับ , , | ปิดความเห็น บน แบรนด์คนไทย ไม่แพ้ใครในโลก!!! ปรบมือรัวๆ ให้กับ “แพรอท ไฮยาลูรอน วิตามิน ซี แอนด์ อี”

กสิกรไทย คาดกรอบบาทสัปดาห์หน้า 30.90-31.40 จับตาโควิดทั่วโลก, เจรจาการค้าสหรัฐ-จีน

ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) ประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทในสัปดาห์ถัดไป (10-14 ส.ค.) ที่ระดับ 30.90-31.40 บาทต่อดอลลาร์ โดยปัจจัยสำคัญ ได้แก่ สถานการณ์โควิด-19 ทั่วโลก ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และจีน และการเจรจาระดับสูงของผู้แทนการค้าของทั้งสองประเทศในเรื่องผลความคืบหน้าตามข้อตกลงเฟสแรก

ขณะที่ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ระหว่างสัปดาห์ ได้แก่ ดัชนีราคาผู้ผลิต ดัชนีราคาผู้บริโภค ยอดค้าปลีก ผลผลิตภาคอุตสาหกรรม เดือนก.ค. และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐฯ เดือนส.ค. นอกจากนี้ ตลาดยังรอติดตามข้อมูลเศรษฐกิจจีนเดือนก.ค. ด้วยเช่นกัน

สำหรับรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา (3-7 ส.ค.) เงินบาทกลับมาอ่อนค่าช่วงท้ายสัปดาห์ หลังจากที่เงินบาททยอยแข็งค่าขึ้นในช่วงต้น-กลางสัปดาห์ สอดคล้องกับภาพรวมของสกุลเงินเอเชีย ประกอบกับเงินบาทน่าจะได้รับอานิสงส์บางส่วนเพิ่มเติมจากการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำด้วยเช่นกัน โดยเงินบาทแข็งค่าผ่านแนว 31.00 บาทต่อดอลลาร์ แตะระดับแข็งค่าสุดในรอบ 1 เดือนที่ 30.98 บาทต่อดอลลาร์ ก่อนจะลดช่วงบวกลงบางส่วนตามการปรับโพสิชัน หลังจากที่ ธปท.เปิดเผยว่า เงินบาทมีความผันผวนมากขึ้น ซึ่ง ธปท.จะติดตามการเคลื่อนไหวของเงินบาทอย่างใกล้ชิด

นอกจากนี้ แรงขายเงินดอลลาร์ฯ ยังชะลอลงช่วงท้ายสัปดาห์ ขณะที่ตลาดรอติดตามข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ โดยเฉพาะตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือน ก.ค.

ทั้งนี้ ในวันศุกร์ (7 ส.ค.) เงินบาทอยู่ที่ระดับ 31.14 บาทต่อดอลลาร์ เทียบกับระดับ 31.18 บาทต่อดอลลาร์ ในวันศุกร์ก่อนหน้า (31 ก.ค.)

ที่มา https://www.ryt9.com/s/iq03/3148632

Related links

โพสท์ใน Uncategorized | ติดป้ายกำกับ , , | ปิดความเห็น บน กสิกรไทย คาดกรอบบาทสัปดาห์หน้า 30.90-31.40 จับตาโควิดทั่วโลก, เจรจาการค้าสหรัฐ-จีน

ญี่ปุ่นหั่นคาดการณ์เศรษฐกิจปีนี้เป็น -4.5% จากเดิมคาดขยายตัว 1.4%

รัฐบาลญี่ปุ่นเปิดเผยในวันนี้ว่า เศรษฐกิจญี่ปุ่นอาจหดตัว 4.5% ในปีงบประมาณ 2563 เนื่องจากการระบาดของโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจ

สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า สำนักงานคณะรัฐมนตรีของญี่ปุ่นได้ปรับลดประมาณการผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ในปีงบประมาณ 2563 ซึ่งจะสิ้นสุดลงในเดือนมี.ค. ปีหน้า จากเดิมที่คาดไว้เมื่อเดือนม.ค.ว่าจะขยายตัวที่ระดับ 1.4% ซึ่งขณะนั้นโควิด-19 ยังระบาดอยู่ในจีนเป็นส่วนใหญ่ โดยเฉพาะในเมืองอู่ฮั่น

สำนักงานคณะรัฐมนตรีระบุในแถลงการณ์ว่า “การระบาดของไวรัสโควิด-19 ส่งผลให้เศรษฐกิจของญี่ปุ่นต่ำกว่าแนวโน้มการเติบโตที่คาดการณ์ไว้เป็นอย่างมาก”

แถลงการณ์ระบุด้วยว่า “โดยเฉพาะในช่วงเดือนเม.ย.-พ.ค. สภาพเศรษฐกิจเข้าสู่ขั้นวิกฤตอย่างรุนแรง เพราะกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้หยุดชะงักจากการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19”

รัฐบาลญี่ปุ่นได้ขอความร่วมมือให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการเดินทางโดยไม่จำเป็นและขอให้ภาคธุรกิจระงับการดำเนินงานชั่วคราวภายใต้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งมีผลบังคับใช้ทั่วประเทศในช่วงเดือนเม.ย.-พ.ค.

สำนักงานคณะรัฐมนตรีกล่าวว่า เศรษฐกิจได้กลับมาฟื้นตัวหลังยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินไปเมื่อช่วงปลายเดือนพ.ค. ก่อนที่จำนวนผู้ติดเชื้อจะกลับมาเพิ่มขึ้นทั่วประเทศจนบดบังภาพรวมทางเศรษฐกิจ

สำหรับปีงบประมาณ 2564 รัฐบาลญี่ปุ่นคาดการณ์ว่า เศรษฐกิจจะกลับมาขยายตัว 3.4% โดยระบุว่าจีดีพีของญี่ปุ่นน่าจะกลับมาฟื้นตัวแตะระดับเดียวกับช่วงก่อนโควิด-19 ระบาดได้ในเร็ววัน

ที่มา https://www.ryt9.com/s/iq29/3145879

Related links

โพสท์ใน Uncategorized | ติดป้ายกำกับ , , | ปิดความเห็น บน ญี่ปุ่นหั่นคาดการณ์เศรษฐกิจปีนี้เป็น -4.5% จากเดิมคาดขยายตัว 1.4%

‘ราคาปาล์มน้ำมัน’ จ่อร่วงหลังสต็อกล้น

กรมการค้าภายใน หวั่นราคาปาล์มดิบร่วง หลัง 2 เดือนสต็อกน้ำมันปาล์มพุ่งเกิน 4.9 แสนตัน เร่งผลักดัน กฟผ.-ปั๊ม-ส่งออกดูดซับส่วนเกิน

นายวิชัย โภชนกิจ อธิบดีกรมการค้าภายใน  เปิดเผยว่า ผลจากการล็อกดาวน์ประเทศกระทบต่อการเดินทางและการท่องเที่ยวทำให้ปริมาณการใช้น้ำมันดีเซลบี20และบี100 ที่ใช้ปาล์มน้ำมันเป็นวัตถุดิบลดลงกว่า 20% รวมถึงการบริโภคภายในครัวเรือนและภาคอุตสาหกรรมลดลง สวนทางกับปริมาณผลปาล์มทะลายยังออกสู่ตลาดเพิ่มจากวันละ 1.5-1.6 ล้านตัน เป็น 1.7 ล้านตัน ส่งผลให้ เกิดปัญหาสต็อกน้ำมันปาล์มในรูป ซีพีโอ(CPO) เพิ่มขึ้น จาก 1.7 แสนตันในเดือนก.พ. เป็น 4.9 แสนตันในเดือนก.ค.

                ปัญหาสต็อกดังกล่าว ส่งผลให้ราคาปาล์มดิบในขณะนี้ปรับลดลงเหลือ 3 – 3.20 บาทต่อกิโลกรัม(กก.) จากก่อนหน้านี้อยู่ที่ 4 บาทต่อกก.  และน้ำมันปาล์ม มีราคาที่  19-21 บาทต่อกก. ลดลงจาก 22 บาทต่อกก.  ดังนั้นต้องเร่งแก้ปัญหาและออกมาตรการรับมือ โดยเร่งรัดการดูดซับน้ำมันส่วนเกินออกจากสต็อกซึ่งเพียง 3 เดือนปริมาณสูงถึง 4.9 แสนตัน

ที่มา https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/890404?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=economic

Related links

โพสท์ใน Uncategorized | ติดป้ายกำกับ , , | ปิดความเห็น บน ‘ราคาปาล์มน้ำมัน’ จ่อร่วงหลังสต็อกล้น