จับตาแรงเทขาย กดดันราคาทองร่วง คาดบาทละ 20,000-21,000

ดัชนีเชื่อมั่นทองคำเดือน ก.ค. เพิ่มขึ้น จากค่าบาทอ่อน เศรษฐกิจโลกไม่แน่นอน จับตาแรงเทขายกดดันราคาปรับร่วง ผู้ค้าให้กรอบในประเทศบาทละ 20,000-21,000

เมื่อวันที่ 10 ก.ค. นายพิบูลย์ฤทธิ์ วิริยะผล ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยทองคำ เปิดเผยดัชนีความเชื่อมั่นราคาทองคำประจำเดือนกรกฎาคม 2562 ปรับเพิ่มขึ้นจากเดือนมิถุนายน จากระดับ 52.60 จุด มาอยู่ที่ระดับ 56.20 จุด เพิ่มขึ้น 3.60 จุด หรือคิดเป็น 6.84% เนื่องจากนักลงทุนคาดว่าน่าจะมาจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก การอ่อนค่าของเงินบาท สถานการณ์สงครามการค้า และความต้องการซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย ตามลำดับ

ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นราคาทองคำระยะสามเดือนในไตรมาสที่ 3 ของปี 2562 (ก.ค.–ก.ย.) ปรับเพิ่มขึ้นจากไตรมาสที่สองของปี 2562 จากระดับ 47.79 จุด มาอยู่ที่ระดับ 58.18 จุด เพิ่มขึ้น 10.39 จุด หรือคิดเป็น 21.74% แสดงให้เห็นว่านักลงทุนมีมุมมองในเชิงบวกต่อแนวโน้มของราคาทองคำในระยะสามเดือนข้างหน้า โดยนักลงทุนคาดว่ามีปัจจัยมาจากความต้องการซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย เงินทุนไหลออกจากสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ สถานการณ์สงครามการค้า ภาวะอัตราเงินเฟ้อ และการอ่อนค่าของเงินบาท ตามลำดับ

สำหรับการคาดการณ์ราคาทองคำเดือนกรกฎาคม 2562 ของผู้ประกอบกิจการค้าทองคำรายใหญ่มีมุมมองดังนี้ Gold Spot ให้กรอบเฉลี่ยบริเวณ 1,363 – 1,458 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อออนซ์ ด้านราคาทองคำแท่งในประเทศความบริสุทธิ์ 96.5% ให้กรอบเฉลี่ยบริเวณ 20,000 – 21,000 บาท ต่อน้ำหนัก 1 บาททองคำ และด้านค่าเงินบาทไทยให้กรอบเฉลี่ยบริเวณ 30.24 – 31.16 บาทไทยต่อดอลลาร์สหรัฐฯ

ทั้งนี้ การลงทุนในทองคำช่วงเดือนกรกฎาคม 2562 ผู้ค้าทองคำรายใหญ่ให้ความเห็นว่าราคาทองคำในช่วงเดือนที่ผ่านมา ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นจากเดือนก่อนหน้าการปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วทำให้เกิดแรงซื้อมากเกินไป จนทำให้เกิดแรงเทขายกดดันราคาทองคำปรับตัวลดลง ทั้งนี้หากแรงเทขายไม่มากนัก และราคาทองคำเคลื่อนไหวอยู่เหนือระดับ 1,381 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อออนซ์ได้ จะทำให้ราคาทองคำมีแนวโน้มเป็นบวกมากขึ้น โดยคาดว่าราคาทองอาจทดสอบแนวต้านที่บริเวณ 1,439 – 1,461 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อออนซ์.

ที่มา ไทยรัฐ

Related links

โพสท์ใน Uncategorized | ติดป้ายกำกับ , , | ปิดความเห็น บน จับตาแรงเทขาย กดดันราคาทองร่วง คาดบาทละ 20,000-21,000

กลุ่มทุนเหล็กGIทนอยู่ไม่ไหวโยกฐานเฉียดแสนล้านหนีไทย…หลังรัฐบาลปล่อย

อีกไม่นานเกินรอเราจะได้เห็น…..โรงงานผลิตเหล็กแผ่นรีดเย็นและรีดร้อนเคลือบสังกะสีแบบจุ่มร้อนชนิดเป็นม้วนและไม่เป็นม้วน (GI)…ในประเทศทยอยปิดตัวไปจนไม่เหลือ และต้องพึ่งพาแต่สินค่านำเข้าเท่านั้น….

เหล็ก GI ..เป็นวัตถุดิบสำหรับกลุ่ม ผู้ผลิตท่อเหล็ก เฟอร์นิเจอร์ กลุ่มก่อสร้าง และกลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า ฯลฯ…ผู้ผลิตเหล็ก GI ในประเทศ 8-10 ราย มีกำลังการผลิตประมาณ 1 ล้านตันต่อปี ซึ่งเพียงต่อความต้องการใช้ในประเทศ…แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นตอนนี้คือ ผู้ประกอบการในประเทศกำลังประสบปัญหาการแข่งขันที่รุนแรงจากสินค้านำเข้าที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนผิดปกติ จากเดิมที่มีการนำเข้าเพียงแค่ปีละหมื่นกว่าตันเพิ่มเป็นปีละล้านตัน….ตัวเลขล่าสุดจากสถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งประเทศไทย… พบว่าปริมาณการนำเข้า GI ปี 2561 ทั้งปีมีปริมาณนำเข้ารวมทั้งสิ้น 1,398,819 ตัน โดยมาจาก ประเทศหลักๆ คือ จีน จำนวน 761,885 ตัน, ญี่ปุ่น จำนวน 377,648 ตัน, เกาหลี จำนวน 143,104 ตัน และไต้หวัน จำนวน 116,111 ตัน

กำลังผลิตในประเทศประมาณ 1 ล้านตัน ซึ่งเพียงพอต่อความต้องการใช้ในประเทศอยู่แล้ว…มาเจอสินค้านำเข้าอีก 1 ล้านตัน….และราคาเหล็กนำเข้าราคาถูกกว่าเหล็กในประเทศ 2,000-3,000 บาทต่อตัน….ผู้ผลิตในประเทศจะรอดได้ไง…!!

แน่นอนไม่รอดแน่ๆ…ตอนนี้ผู้ผลิตในประเทศเกือบจะทุกบริษัทประสบปัญหาขาดทุน บางรายปิดกิจการไปแล้ว บางรายลดต้นทุนด้วยการต้องปลดพนักงานออกเกือบพันคน เช่น บริษัท กรุงเทพผลิตเหล็ก จำกัด (มหาชน)….

ทาง 7 สมาคมผู้ประกอบการอุตสาหกรรม เหล็กในประเทศเคยร้องขอไปยังรัฐบาลให้ช่วยเหลือ…ผ่านทาง กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ให้บังคับใช้กฎหมาย….ว่าพระราชบัญญัติมาตรการปกป้อง จากการนำเข้า สินค้าที่เพิ่มขึ้นพ.ศ.2550 (safe guard)….ล่าสุดประธาน บริษัท โพสโค โค้ทเต้ด สตีล (ประเทศไทย) นำทีมผู้บริหาร เข้าพบ รมช.พาณิชย์ รักษาการ รมว.พาณิชย์ และมีฐานะเป็นประธานคณะกรรมการพิจารณามาตรการปกป้อง..เพื่อบอกถึงสถานการณ์ ล่าสุดว่าให้ฟังว่าผู้ประกอบการในประเทศจะอยู่กันไม่ไหวแล้ว…บริษัท โพสโคฯ เองที่เพิ่งจะลงทุนสร้างโรงงานไป 2-3 หมื่นล้านบาท… ตอนนี้กำลังวางแผนที่ค่อยๆ ลดพนักงานลงและปิดกิจการในประเทศไทยไปเลย

ที่มา https://www.ryt9.com/s/nnd/3010768

Related links

โพสท์ใน Uncategorized | ติดป้ายกำกับ , , | ปิดความเห็น บน กลุ่มทุนเหล็กGIทนอยู่ไม่ไหวโยกฐานเฉียดแสนล้านหนีไทย…หลังรัฐบาลปล่อย

รายแรกในไทย “บางจากไฮดีเซล B20 S” ยกระดับคุณภาพ B20 ไปอีกขั้น

ดร.ศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน (ที่ 5 จากซ้าย) นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (ที่ 3 จากซ้าย) นายณัฐวุฒิ สกิดใจ (ป๋อ) นักแสดงชื่อดัง (ที่ 4 จากซ้าย) พร้อมด้วยผู้บริหารจากกระทรวงพลังงานและบริษัท บางจากฯ (มหาชน) ร่วมเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ “บางจากไฮดีเซล B20 S” ที่ยกระดับน้ำมันดีเซล B20 ขึ้นไปอีกขั้น ด้วยเทคโนโลยี Green S เป็นรายแรกและรายเดียวในเมืองไทยขณะนี้ที่เติมสารเพิ่มคุณภาพ S Super Booster และ S Super Purifier ทำให้ค่าซีเทนสูงขึ้น เพิ่มประสิทธิภาพการเผาไหม้ ตอบสนองการขับขี่ได้ดีทั้งทางเรียบและทางชัน หัวฉีดสะอาดขึ้น ช่วยประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงและลดควันดำ ดีต่อสิ่งแวดล้อม ณ สถานีบริการน้ำมันบางจาก สาขาเทพารักษ์ กม.11 เมื่อเร็วๆนี้

ที่มา : https://www.ryt9.com/s/prg/3008522

Related links

โพสท์ใน Uncategorized | ติดป้ายกำกับ , , | ปิดความเห็น บน รายแรกในไทย “บางจากไฮดีเซล B20 S” ยกระดับคุณภาพ B20 ไปอีกขั้น

นวัตวิถีไมซ์ มิติใหม่ภายใต้ความร่วมมือ พช. TCEB มช. TICA

สี่องค์กรจับมือยกระดับชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถีเข้าสู่ตลาดไมซ์คัดเลือก 8 ชุมชนต้นแบบในภาคเหนือตอนบนเพื่อพัฒนาและทำการตลาด เพิ่มมูลค่า และประสบการณ์ให้กลุ่มประชุม/สัมมนา และเสริมสร้างความเข้มแข็งชุมชนไปสู่ตลาดต่างประเทศในอนาคต

เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2562 ณ เวทีกลาง งาน OTOP Midyear 2019 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี กรมการพัฒนาชุม กระทรวงมหาดไทย ลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน), คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และ สมาคมส่งเสริมการประชุมนานาชาติ (ไทย) เพื่อส่งเสริมชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี สู่อุตสาหกรรมไมซ์ โดยทั้ง 4 หน่วยงานจะร่วมกันทำงานบ่มเพาะ ต่อยอดชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถีทั่วประเทศ ให้มีความพร้อมในการเข้าสู่อุตสาหกรรมไมซ์ สนองนโยบายภาครัฐในการพัฒนาอัตลักษณ์ท้องถิ่น เศรษฐกิจสร้างสรรค์และการใช้นวัตกรรมมาเป็นเครื่องมือสร้างจุดขายของชุมชน เพื่อเป็นส่วนสำคัญร่วมขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไมซ์ของไทย

นายนิสิต จันทร์สมวงศ์ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงความสำคัญของการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือครั้งนี้ว่า จะเป็นการยกระดับชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี และสินค้า OTOP ผ่านกระบวนการบ่มเพาะ ต่อยอด โดยใช้หลักการตลาดนำการผลิต/การพัฒนา โดยบูรณาการความร่วมมือและความเชี่ยวชาญด้านอุตสาหกรรมไมซ์ (MICE) จากสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) : TCEB และ สมาคมส่งเสริมการประชุมนานาชาติ (ไทย) : TICA โดยมีศูนย์ความเป็นเลิศด้านไมซ์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นสื่อกลาง จึงนับเป็นการทำงานร่วมกับภาคส่วนที่สำคัญของห่วงโซ่บริการไมซ์ ทั้งนี้ กำหนดดำเนินการ (นำร่อง) ในพื้นที่กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 1 (จังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง และแม่ฮ่องสอน) โดยกรมการพัฒนาชุมชนได้คัดเลือกชุมชนที่มีศักยภาพและความพร้อมจำนวน 8 หมู่บ้าน/ชุมชน เป็นพื้นที่ดำเนินการในปีแรก และพร้อมขยายความร่วมมือไปยังภูมิภาค/กลุ่มจังหวัดอื่นๆ ต่อไปภายหน้า ประกอบด้วย

1. จังหวัดลำพูน ได้แก่ บ้านแพะ อำเภอบ้านธิ และ บ้านดอนหลวง อำเภอป่าซาง
2. จังหวัดลำปาง ได้แก่ ชุมชนท่ามะโอ อำเภอเมืองลำปาง และ บ้านแม่แจ๋ม อำเภอเมืองปาน
3. จังหวัดเชียงใหม่ ได้แก่ บ้านโป่งกวาว อำเภอสะเมิง และ บ้านป่าตาล อำเภอสันกำแพง
4. จังหวัดแม่ฮ่องสอน ได้แก่ บ้านละอูบ อำเภอแม่ลาน้อย และ บ้านป่าปุ๊ อำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน
นายจิรุตถ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ TCEB เสริมว่า TCEB ต้องการขยายตลาดไมซ์ไปสู่ภูมิภาค จึงได้จัดตั้งหน่วยผู้เชี่ยวชาญเชิงพื้นที่ขึ้นเพื่อขยายผลความสำเร็จจากโครงการ MICE CITY และเล็งเห็นว่าภาคีที่สำคัญของการทำงานภูมิภาค คือ กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย ซึ่งมีเครือข่ายระดับชุมชนทั่วประเทศ ซึ่ง TCEB เห็นศักยภาพของชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี และสินค้า OTOP จึงพิจารณาส่งเสริม และขยายการตลาด ทั้งในส่วนการเพิ่มลูกค้าไมซ์ไปจัดกิจกรรมในชุมชน และนำสินค้า OTOP รวมถึงผลผลิตการเกษตรในท้องถิ่นมาสู่กลุ่มลูกค้างานประชุม ทั้งในรูปแบบสินค้าที่ระลึก อาหาร เครื่องดื่ม และของใช้ในกิจกรรมไมซ์ ทั้งนี้ TCEB ได้พัฒนาช่องทางการตลาด ONLINE ไว้รองรับในชื่อ MICE Marketplace ที่จะเชื่อมโยงกับฐานข้อมูลสินค้าและชุมชนของกรมการพัฒนาชุมชนได้ทันที โครงการความร่วมมือนี้ จึงนับเป็นการรวบรวมความเชี่ยวชาญของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน และสถานศึกษามาร่วมกันต่อยอดศักยภาพสินค้าและบริการชุมชน ท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี ขยายโอกาสทางการค้าและการตลาด ผ่านการเข้าร่วมงานประชุมและแสดงสินค้า รวมถึงเตรียมความพร้อมในการเจรจาธุรกิจ หรือกิจกรรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับไมซ์ในระดับพื้นที่

ด้านผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ไพรัช กาญจนการุณ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า คณะได้มีการจัดตั้งศูนย์ความเป็นเลิศด้านไมซ์ ภายใต้สังกัดคณะเศรษฐศาสตร์ เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมไมซ์ในพื้นที่ภาคเหนือ โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นไมซ์ซิตี้ หนึ่งในห้าของประเทศไทย โดยศูนย์ความเป็นเลิศด้านไมซ์ มีประสบการณ์การพัฒนาสินค้า และบริการไมซ์เพื่อตอบโจทย์ตลาดไมซ์คุณภาพ ครั้งนี้ ศูนย์ความเป็นเลิศด้านไมซ์ จะได้ประยุกต์ความเชี่ยวชาญและองค์ความรู้ด้านการออกแบบ การจัดการข้อมูล และอื่นๆ มาใช้เชิงพาณิชย์นับเป็นการขยายผลองค์ความรู้ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ไปสู่ภูมิภาคอื่นๆ ด้วย

นายสุเมธ สุทัศน์ ณ อยุธยา นายกสมาคมส่งเสริมการประชุมนานาชาติ (ไทย) ผู้แทนฝั่งเอกชนยืนยันถึงความพร้อมของการเชื่อมโยงชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี เพื่อลูกค้าไมซ์ ว่า ปัจจุบันลูกค้าไมซ์ต้องการได้รับประสบการณ์การจัดกิจกรรมในพื้นที่ระดับชุมชน รวมถึงการนำประเพณีวัฒนธรรมของประเทศไทยมาเป็นกิจกรรมสาธิตในระหว่างงานประชุม ความร่วมมือนี้จึงเป็นการเพิ่มเสน่ห์ไทยให้งานไมซ์ได้อย่างโดดเด่น โดย TICA ซึ่งเป็นสมาคมของผู้ให้บริการด้านไมซ์ ทั้งบริษัทที่จัดงาน โรงแรม และศูนย์ประชุม พร้อมให้ความร่วมมือกับทุกฝ่าย ตั้งแต่ต้นน้ำในการบ่มเพาะให้ความเข้าใจ เตรียมความพร้อมชุมชน ไปจนถึงการเชื่อมโยงให้สมาชิกพาลูกค้าไปจัดกิจกรรมไมซ์เน้นการขายแบบสร้างสรรค์ประสบการณ์ร่วมกับคนในชุมชน

ผลสำเร็จของการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือนี้ จะช่วยยกระดับการท่องเที่ยวคุณภาพกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ ได้แก่ กลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรมไมซ์ เปิดตลาดชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถีไปสู่ตลาดสินค้าและบริการสร้างสรรค์มูลค่าสูง และ ภาคีทั้ง 4 หน่วยงาน เชื่อมั่นว่าจะเกิดการจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) สร้างมูลค่าเพิ่มในตลาดการค้าอีกไม่น้อยกว่า 100 ล้านบาท ซึ่งจะเป็นการกระจายรายได้ไปสู่เศรษฐกิจรากหญ้า จากมูลค่าตลาดไมซ์ของประเทศไทยอยู่ที่ 212,924 ล้านบาท โดยมีนักเดินทางกลุ่มไมซ์ทั้งจากต่างประเทศและในประเทศรวมทั้งสิ้น 34,267,307 คน จำแนกเป็นนักเดินทางกลุ่มไมซ์จากต่างประเทศจำนวน 1,255,985 คน ก่อให้เกิดรายได้ 95,623 ล้านบาท และนักเดินทางกลุ่มไมซ์ในประเทศจำนวน 33,011,322 คน ก่อให้เกิดรายได้ 117,301 ล้านบาท

ที่มา : https://www.ryt9.com/s/prg/3005794

Related links

โพสท์ใน Uncategorized | ติดป้ายกำกับ , , | ปิดความเห็น บน นวัตวิถีไมซ์ มิติใหม่ภายใต้ความร่วมมือ พช. TCEB มช. TICA

ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ รับรางวัล“องค์กรต้นแบบการทำความดีเพื่อสังคมยอดเยี่ยมแห่งปี 2018”

มร. โทชิอากิ มาเอคาวะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด รับรางวัลองค์กรต้นแบบการทำความดีเพื่อสังคมยอดเยี่ยมแห่งปี 2018 ในงานประกาศรางวัล daradaily Awards ครั้งที่ 8 จากโครงการ “อีซูซุให้น้ำ…เพื่อชีวิต” นับเป็นรางวัลที่ 14 ของอีซูซุในปีนี้ และเป็นรางวัลที่ 10 สำหรับโครงการ “อีซูซุให้น้ำ…เพื่อชีวิต” นับตั้งแต่เริ่มต้นความร่วมมือกับกรมทรัพยากรน้ำบาดาล กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในการช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำดื่มสะอาดให้แก่โรงเรียนที่ประสบปัญหาในจังหวัดต่างๆทั่วประเทศ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของเด็กนักเรียน ครูอาจารย์ และชุมชนใกล้เคียงให้ดีขึ้นเป็นต้นมา อันเป็นเอกลักษณ์อันโดดเด่นของโครงการ ที่ทำให้อีซูซุเป็นองค์กรธุรกิจเดียวที่ได้รับเลือกให้รับรางวัลเกียรติยศในงานประกาศรางวัลครั้งนี้ ณ โรงละครเคแบงก์ สยามพิฆเนศ

ที่มา : https://www.ryt9.com/s/prg/3002854

Related links

โพสท์ใน Uncategorized | ติดป้ายกำกับ , , | ปิดความเห็น บน ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ รับรางวัล“องค์กรต้นแบบการทำความดีเพื่อสังคมยอดเยี่ยมแห่งปี 2018”

“BEAUTRIUM” ผนึกกำลัง “The 1” ยกระดับประสบการณ์ช้อปปิ้ง ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่

คุณจิรวุฒิ โรจน์รัตนวลี ประธานกรรมการบริหาร บริษัท บิวเทรี่ยม จำกัด บิวตี้มัลติแบรนด์สโตร์ชั้นแนวหน้าของไทย และคุณระวี พัวพรพงษ์ – Head of The 1 Business บริษัท เดอะวันเซ็นทรัล จำกัด แถลงข่าวผนึกกำลัง ยกระดับประสบการณ์การช้อปปิ้งแบบไร้ขีดจำกัด ขนโปรโมชั่นเด็ดเพื่อตอบโจทย์นักช้อปให้คุ้มค่ากว่าที่เคยและเป็นการขยายฐานลูกค้าทั้งสองฝ่าย โดยมีคุณอติโรจน์ โรจน์รัตนวลี กรรมการบริหาร บริษัท บิวเทรี่ยม จำกัด และคุณกมล ธนนิธาพร Head of Strategic Partnership บริษัท เดอะวัน เซ็นทรัล จำกัด ร่วมงาน ณ BEAUTRIUM Flagship Store สยามสแควร์ เมื่อเร็วๆ นี้

ที่ : https://www.ryt9.com/s/prg/2999861

Related links

โพสท์ใน Uncategorized | ติดป้ายกำกับ , , | ปิดความเห็น บน “BEAUTRIUM” ผนึกกำลัง “The 1” ยกระดับประสบการณ์ช้อปปิ้ง ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่

ช้อปปิ้งเพลินกับแคมเปญครั้งยิ่งใหญ่ต้อนรับเทศกาลกลางปี

ช้อปปี้ผู้นำแพลทฟอร์มอีคอมเมิร์ซในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และไต้หวัน เปิดตัวเทศกาล ช้อปปิ้งออนไลน์สุดยิ่งใหญ่ต้อนรับช่วงกลางปีด้วยแคมเปญ “Shopee Free Shipping Month” ซุปตาร์พาช้อป ดีลฮ็อตกลางปี แคมเปญที่จะส่งมอบความสุขให้เหล่านักช้อปได้เพลิดเพลินไปกับสินค้าส่งฟรีไม่มีขั้นต่ำ ร่วมเฉลิมฉลองเทศกาลช้อปปิ้งในช่วงกลางปีที่จะเกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 1 – 30 มิถุนายน 2562 ให้นัก ช้อปได้พบกับ ดีลสินค้าสุดโดน โปรโมชั่นสุดปัง อาทิ โปรโมชั่นเครดิตเงินคืน 100% และกิจกรรมบาทเดียว ช้อปเพลิน

อากาธา โซห์ หัวหน้าฝ่ายการตลาด ช้อปปี้ ประเทศไทย กล่าวว่า “ช้อปปี้เห็นถึงการเติบโตในช่วงครึ่งปีแรก และเรายังคงเดินหน้าดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่องเพื่อเป็นการขอบคุณผู้ใช้ชาวไทยทุกท่านที่ให้ความไว้วางใจและให้การสนับสนุนช้อปปี้อย่างดีเสมอมา ช้อปปี้ยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้เปิดตัวสุดยอดแคมเปญ “Shopee Free Shipping Month” ซุปตาร์พาช้อป ดีลฮ็อตกลางปี ที่มาพร้อมโปรโมชั่นดีๆตลอดทั้งเดือนมิถุนายน จากนี้ไปช้อปปี้จะยังคงเดินหน้ามอบดีลสุดพิเศษเหล่านี้ให้ผู้บริโภค เพื่อยกระดับประสบการณ์ช้อปปิ้งออนไลน์ที่ดีที่สุดให้แก่นักช้อปชาวไทยทุกคน”

ตลอดช่วงแคมเปญให้ นักช้อปสามารถเตรียมพบกับโปรโมชั่นสุดโดนจากแบรนด์ชั้นนำครอบคลุมทุกหมวดหมู่ อาทิ L’Oreal, P&G, Tefal, Babylove, Kuron, Nokia และแบรนด์อื่นๆ อีกมากมาย ยกระดับความพิเศษเอาใจนักช้อปไปกับ Shopee Celebrity Club (SCC) ให้นักช้อปสามารถเข้าถึงหลากหลายคอลเล็กชั่นสินค้าของเซเลบริตี้คนโปรด ตั้งแต่วันที่ 6- 27 มิถุนายน 62

เพื่อส่งประสบการณ์การช้อปปิ้งออนไลน์แบบจุใจให้กับผู้ใช้งาน “‘ช้อปปี้” ยังเตรียมกิจกรรมสนุก ๆ จากเกมยอดฮิตบนช้อปปี้ อย่าง Shopee Quiz เกมตอบคำถามสุดสนุกที่ทุกคนรอคอย Shopee Shake Shake และเกมใหม่ล่าสุดบนช้อปปี้ อย่าง บาทเดียวช้อปเพลิน เกมที่นักช้อปสามารถร่วมลุ้นเพื่อซื้อสินค้าในราคาเพียง 1 บาท

นอกเหนือจากการตอบแทนผู้ใช้งานของเราในแคมเปญ “Shopee Free Shipping Month” ช้อปปี้ชวนผู้ใช้ร่วมกิจกรรมตอบแทนสังคมกับกิจกรรม Star Charity ที่เชิญชวนเหล่าดารา เซเลบริตี้ และนักช้อปร่วมเป็นส่วนหนึ่งของก้าวที่สำคัญในการสมทบทุนบริจาคเงินให้แก่มูลนิธิเด็กโรคหัวใจฯ ในพระอุปถัมภ์ของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ พร้อมกิจกรรมต่างๆ ดังนี้

Shopee Live Streaming รายการไลฟ์สตรีมจากช้อปปี้ที่จะชวนเหล่าเซเลบริตี้ชื่อดังกว่า 20 ท่าน อาทิ กาละแมร์ -พัชรศรี, เกรท วรินทร, กิก ดนัย และอีกมากมาย มาร่วมรายการ Shopee Live Streaming โดยเหล่าเซเลบริตี้จะมาร่วมแข่งขันรับประทานไอศกรีมให้ได้มากที่สุดภายในเวลา 1 นาที โดยไอศกรีม ทุกๆ 1 ชิ้น ช้อปปี้จะบริจาคให้มูลนิธิ 3,000 บาท

– SCC Official Stores: นักช้อปสามารถเพลิดเพลินกับสินค้าจาก Official Shop ใน Shopee Celebrity Club ซึ่งรายได้ส่วนหนึ่งจะนำไปสมทบทุนในการบริจาค

– Daily Check-in: ให้นักช้อปร่วม Check-in เพื่อแปลงช้อปปี้คอยน์มาเป็นเงินสมทบทุนบริจาค
– Shopee Quiz: เพียง Capture รูปภาพจาก Shopee Quiz พร้อมแชร์รูปบนโซเชียลมีเดียของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นช่องทาง Facebook, Instagram หรือ Twitter พร้อมติดแฮชแท็ก #ShopeeQuizSeason3 โดยช้อปปี้ขอมอบเงินบริจาคสมทบทุนเพิ่ม 5 บาทในทุกๆ 1 การแชร์

ที่มา : https://www.ryt9.com/s/prg/2998336

Related links

โพสท์ใน Uncategorized | ติดป้ายกำกับ , , , , | ปิดความเห็น บน ช้อปปิ้งเพลินกับแคมเปญครั้งยิ่งใหญ่ต้อนรับเทศกาลกลางปี

ทองปิดบวก $6.1 เหตุวิตกข้อพิพาทการค้าหนุนแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย

สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดบวกเมื่อคืนนี้ (30 พ.ค.) เนื่องจากนักลงทุนเข้าซื้อทองคำในฐานะสินทรัพย์ที่ปลอดภัย ท่ามกลางความวิตกกังวลที่ว่า ข้อพิพาทการค้าระหว่างสหรัฐและจีนอาจส่งผลกระทบต่อการเติบโตของเศรษฐกิจทั่วโลก นอกจากนี้ การอ่อนค่าของสกุลเงินดอลลาร์ยังเป็นปัจจัยหนุนตลาดทองคำ

สัญญาทองคำตลาด COMEX (Commodity Exchange) ส่งมอบเดือนส.ค. เพิ่มขึ้น 6.1 ดอลลาร์ หรือ 0.47% ปิดที่ 1,292.4  ดอลลาร์/ออนซ์

สัญญาโลหะเงินส่งมอบเดือนก.ค. เพิ่มขึ้น 8 เซนต์ หรือ 0.56% ปิดที่ 14.491 ดอลลาร์/ออนซ์
สัญญาพลาตินัมส่งมอบเดือนก.ค. เพิ่มขึ้น 2.4 ดอลลาร์ หรือ 0.3% ปิดที่ 794.1 ดอลลาร์/ออนซ์
สัญญาพัลลาเดียมส่งมอบเดือนก.ย. พุ่งขึ้น 21.80 ดอลลาร์ หรือ 1.6% ปิดที่ 1365.70 ดอลลาร์/ออนซ์
นักลงทุนยังคงเดินหน้าซื้อทองคำซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ปลอดภัย ท่ามกลางความวิตกกังวลเกี่ยวกับผลกระทบของข้อพิพาทการค้าระหว่างสหรัฐและจีน โดยรายงานล่าสุดระบุว่า จีนได้ระงับการซื้อถั่วเหลืองจากสหรัฐแล้ว และไม่มีแผนที่จะซื้อถั่วเหลืองล็อตใหม่ ท่ามกลางความขัดแย้งทางการค้าที่รุนแรงขึ้น

ทางด้านนายจาง หานฮุย รมช.ต่างประเทศจีนกล่าวว่า การที่สหรัฐกระทำการยั่วยุให้เกิดความขัดแย้งทางการค้านั้น เปรียบเสมือนการก่อการร้ายทางเศรษฐกิจ อีกทั้งเป็นการบ่อนทำลาย และข่มเหงรังแกทางเศรษฐกิจ พร้อมกับกล่าวว่า จีนต่อต้านการทำสงครามการค้า แต่ก็ไม่กลัวการทำสงครามการค้า

นอกจากนี้ สัญญาทองคำยังได้รับแรงหนุนจากการอ่อนค่าของสกุลเงินดอลลาร์ โดยดัชนีดอลลาร์  ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของดอลลาร์สหรัฐเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน ลดลง 0.01% แตะที่ 98.12 เมื่อคืนนี้

ทั้งนี้ ดอลลาร์ที่อ่อนค่าลงเป็นปัจจัยหนุนตลาดทองคำ เนื่องจากจะทำให้สัญญาทองคำซึ่งซื้อขายในรูปสกุลเงินดอลลาร์นั้น มีราคาถูกลงขึ้นสำหรับผู้ถือครองเงินสกุลอื่นๆ

ที่มา : https://www.ryt9.com/s/iq31/2996972

Related links

โพสท์ใน Uncategorized | ติดป้ายกำกับ , , | ปิดความเห็น บน ทองปิดบวก $6.1 เหตุวิตกข้อพิพาทการค้าหนุนแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย

เอสซีจี เปิดตัว “ต้นแบบระบบสุขาปลอดเชื้อแห่งแรกในไทย”

ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี เปิดตัว “ต้นแบบระบบสุขาปลอดเชื้อแห่งแรกในประเทศไทย” หรือ SCG Reinvented Toilet ห้องน้ำพร้อมระบบบำบัดกากของเสียที่สามารถฆ่าเชื้อโรคและแบคทีเรียแบบครบวงจร สามารถแยกน้ำและกากของเสียออกจากกันได้ 100% โดยไม่มีของเสียที่ปนเปื้อนออกสู่ระบบระบายน้ำ และแม่น้ำลำคลอง จึงช่วยลดโอกาสการเกิดโรคติดต่อ สามารถหมุนเวียนน้ำที่ใช้ในระบบกลับมาใช้ได้อีก และยังนำกากของเสียกลับมาใช้ประโยชน์ในลักษณะสารปรับปรุงดิน ซึ่งต้นแบบระบบสุขาปลอดเชื้อนี้ เกิดจากความร่วมมือระหว่าง ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี และ สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเซีย หรือ เอไอที เพื่อสร้างสุขอนามัยขั้นพื้นฐานที่ดีขึ้นให้กับชุมชนและเพื่อสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน โดยได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยและพัฒนาในช่วงต้นจากมูลนิธิบิลและเมลินดา เกตส์ ล่าสุดได้นำร่องติดตั้งเป็นห้องน้ำสาธารณะที่ชุมชนคลองพลับพลา พระราม 9

นายชลณัฐ ญาณารณพ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี เปิดเผยว่า ต้นแบบระบบสุขาปลอดเชื้อแห่งแรกในประเทศไทย หรือ SCG Reinvented Toilet เป็นความร่วมมือระหว่างธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี และสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเซีย (เอไอที) ถือเป็นหนึ่งในนวัตกรรมเพื่อสังคมที่เอสซีจีได้พัฒนาและต่อยอดจนเกิดเป็น “ต้นแบบระบบสุขาปลอดเชื้อแห่งแรกในประเทศไทย” ถือเป็นโซลูชั่นที่ดีในการยกระดับสุขอนามัยที่ยั่งยืนเพื่อประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในชุมชนที่ห่างไกล และในพื้นที่สาธารณะที่ประสบปัญหาด้านสุขอนามัยจากการ ขาดแคลนห้องน้ำและระบบบำบัดที่เหมาะสม จุดเด่นอยู่ที่ระบบบำบัดกากของเสียที่สามารถฆ่าเชื้อโรคและแบคทีเรียแบบครบวงจร แยกน้ำและกากของเสียออกจากกันได้ 100% โดยไม่ปล่อยของเสียออกสู่ระบบระบายน้ำ และแม่น้ำลำคลอง จึงช่วยลดโอกาสการเกิดโรคติดต่อ สามารถหมุนเวียนน้ำที่ใช้ในระบบกลับมาใช้ได้อีก และยังนำกากของเสียกลับมาใช้ประโยชน์ในการเกษตรได้ นอกจากนี้ เอสซีจียังได้นำ Bio Scrubber Technology นวัตกรรมกำจัดกลิ่นและสารระเหยอินทรีย์ (VOCs) ด้วยจุลินทรีย์ธรรมชาติมาใช้ควบคู่ไปกับระบบบำบัดฯ จึงมั่นใจว่าระบบสุขาปลอดเชื้อจะไม่ส่งกลิ่นรบกวนและยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ทั้งนี้ เอสซีจี ได้นำร่องติดตั้ง “ต้นแบบระบบสุขาปลอดเชื้อแห่งแรกในประเทศไทย” ที่ชุมชนคลองพลับพลา พระราม 9 ในบริเวณพื้นที่สาธารณะของชุมชน ซึ่งขาดแคลนระบบสาธารณูปโภคห้องน้ำส่วนกลาง โดยพื้นที่ดังกล่าวอยู่ติดกับคลองพลับพลาซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาการขับถ่ายของเสียลงในลำคลอง จึงเป็นการแก้ไขปัญหาสุขอนามัยที่ต้นทาง

Dr. Doulaye Kone (ดูลาย โคเน่), Deputy Director – Water, Sanitation & Hygiene at the Bill & Melinda Gates Foundation กล่าวว่า ต้นแบบระบบสุขาปลอดเชื้อที่ไม่ต้องอาศัยระบบไฟฟ้านี้ มีศักยภาพในการปฏิวัติระบบสุขาภิบาลให้แก่ผู้คนและเมืองต่าง ๆ ให้มีความยืดหยุ่น ปลอดภัย และสะดวกกว่าเดิม ระบบสุขานี้จะช่วยนำประชากรราว 4,500 ล้านคนทั่วโลกที่ยังขาดแคลนระบบสุขาภิบาลที่สะอาดปลอดภัยในปัจจุบันให้รุดหน้าจากเดิมไปหลายสิบปีและพร้อมก้าวสู่อนาคต นำมาซึ่งการเกิดระบบสุขาภิบาลที่สะอาดปลอดภัยและสร้างมาตรฐานใหม่สำหรับศตวรรษที่ 21 เราหวังว่าเอสซีจีจะนำนวัตกรรมนี้ไปสู่เครือข่ายและพันธมิตร เพื่อให้เกิดการนำไปใช้จริงอย่างแพร่หลายในชุมชนต่าง ๆ ทั่วโลก

นายประลอง ดำรงค์ไทย อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ปัญหามลพิษทางน้ำเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมที่สำคัญที่สุดปัญหาหนึ่ง ประเทศไทยมีน้ำเสียที่เกิดจากชุมชนเฉลี่ยประมาณวันละ 10 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งถูกรวบรวมไปบำบัดยังระบบบำบัดน้ำเสียรวมเพียง 20% เทียบเป็น 1 ใน 5 เท่านั้น ทำให้ของเสียจากอาคารบ้านเรือนริมแม่น้ำทั่วไปยังคงระบายลงสู่แม่น้ำลำคลอง ซึ่งมีการบำบัดน้ำเสียเบื้องต้นด้วยระบบบำบัดน้ำเสียแบบติดกับที่ หรือ Onsite treatment system อย่างไรก็ดี ปัจจุบันภาครัฐได้จัดทำร่างมาตรฐานสำหรับผลิตภัณฑ์ถังบำบัดน้ำเสียสำเร็จรูปจากอาคารบ้านอยู่อาศัยแล้ว ซึ่งสอดคล้องกับการพัฒนาต้นแบบระบบสุขาปลอดเชื้อแห่งแรกในประเทศไทยจากเอสซีจี ที่เป็นนวัตกรรมโดยตอบโจทย์ทั้งเรื่องสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม หากสามารถขยายผลไปยังชุมชนอื่น ๆ รวมถึงห้องน้ำสาธารณะในพื้นที่ต่าง ๆ เช่น อุทยานแห่งชาติในประเทศไทย เชื่อมั่นว่าจะช่วยแก้ไขปัญหาได้อย่างยั่งยืนได้

ดร. สุรชา อุดมศักดิ์ Chief Technology Officer ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี กล่าวเพิ่มเติมว่า ทีมวิจัยและพัฒนาได้ออกแบบรูปทรงและองศาของระบบสุขาปลอดเชื้อให้เหมาะกับการไหลทำให้เกิดความเร็วที่เหมาะสมในการหมุนเหวี่ยงของน้ำ และเกิดประสิทธิภาพในการแยกน้ำเสียและกากของเสียจากกัน ของเหลวจะถูกบำบัดด้วยกระบวนการทางชีวภาพ ผ่านตัวกรองต่าง ๆ มีการเติมอากาศและระบบหมุนเวียนน้ำในระบบบำบัดของเสีย ตลอดจนผ่านการฆ่าเชื้อโรคด้วยกระบวนการไฟฟ้าเคมี (Electro-Chemical) ซึ่งน้ำที่ผ่านการบำบัดสามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้ สำหรับกากของเสียจะถูกบำบัดและฆ่าเชื้อโรคด้วยการใช้ความร้อนสูงถึง 100-120 องศาเซลเซียส และกลายเป็นสารปรับปรุงดินเพื่อใช้งานต่อไป

นอกจากนี้ ในส่วนของห้องน้ำที่ผลิตจากวัสดุพอลิเมอร์ เอสซีจีได้รับความร่วมมือจาก บริษัท ธรรมสรณ์ จำกัด พันธมิตรคู่ค้าผู้เชี่ยวชาญด้านการแปรรูปพลาสติก ในการออกแบบให้ติดตั้งได้ง่าย ขนย้ายสะดวก ไม่ต้องใช้อุปกรณ์พิเศษ จึงสามารถติดตั้งได้ภายใน 30 นาที โดยออกแบบหลังคาให้รองรับการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์แบบหมุนรับแสงได้รอบทิศทาง

นางสาวปิยาพัชร สุขสงวน รองประธานชุมชนคลองพลับพลา กล่าวว่า รู้สึกยินดีมากที่ชุมชนคลองพลับพลาได้เป็นโครงการนำร่องติดตั้งต้นแบบระบบสุขาปลอดเชื้อแห่งแรกในประเทศไทย โดยก่อนหน้านี้ชาวบ้านขับถ่ายตามลำคลอง ไม่มีการรักษาสุขอนามัยของตัวเองเท่าที่ควร หลังจากที่เอสซีจีได้ติดตั้งห้องน้ำพร้อมระบบสุขาปลอดเชื้อในพื้นที่สาธารณะของชุมชนซึ่งอยู่ใกล้คลองพลับพลา ทำให้คนในชุมชนมีห้องน้ำใช้ที่ถูกสุขลักษณะ ช่วยยกระดับสุขอนามัยของชุมชนเป็นอย่างมาก นอกจากนี้ ชุมชมยังได้นำน้ำที่ผ่านการบำบัดกลับมาหมุนเวียนใช้รดน้ำต้นไม้ และแปลงเกษตรชุมชน ทำให้พืชผักมีสีเขียวสวยและออกดอกออกผลดีขึ้น ซึ่งส่วนที่เหลือจากการบริโภคภายในครอบครัว สามารถนำไปขายสร้างรายได้และนำมาบำรุงรักษาห้องน้ำต่อไป

ที่มา : https://www.ryt9.com/s/prg/2993920





Related links

โพสท์ใน Uncategorized | ติดป้ายกำกับ , , | ปิดความเห็น บน เอสซีจี เปิดตัว “ต้นแบบระบบสุขาปลอดเชื้อแห่งแรกในไทย”

แรงมาก็แรงกลับ ชาวจีนตอบโต้สหรัฐเริ่มแบนสินค้าจากสหรัฐแล้วเป้าหมายแรกคือ Apple

เรียกว่าสงครามการค้าในครั้งนี้ของสหรัฐดูเหมือนว่าจะไม่ได้ส่งผลดีในระยะเวลาอันสั้นเร็วๆ นี้แน่นอนเพราะว่าหลังจากที่สหรัฐนั้นได้ทำการเพิ่มกำแพงภาษีและการห้ามไม่ให้บริษัทในสหรัฐใช้ชิ้นส่วนหรืออุปกรณ์สื่อสารจากบริษัทที่รัฐบาลได้ทำการห้ามไว้ ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ Huawei ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนและอุปกรณ์เครือข่ายรายใหญ่ของประเทศจีนนั่นเอง 
ซึ่งจากเหตุการณ์นั้นทำให้ชาวจีนนั้นเริ่มมีมราตรการการแบนสินค้าจากผู้ผลิตฝั่งสหรัฐโดยเป้าหมายแรกนั่นก็คือ Apple นั่นเองโดย โดยเริ่มจากการที่มีการตั้งคำถามว่า”ทำไมเราจำเป็นที่จะต้องใช้ iPhone กันอีกเพราะว่าเรามี Huawei ที่มีคุณภาพเทียบเท่ากับ iPhone และอาจจะดีกว่าเสียด้วย” ซึ่งคำถามเหล่านี้ทำให้ชาวจีนนั้นเริ่มมีการเคลื่อนไหวแบนสินค้า Apple กันบ้างแล้ว โดยมีผู้ใช้รายหนึ่งใน Weibo ได้ออกมาประกาศว่าเขานั้นจะเปลี่ยนไปใช้ Huawei ทันทีที่พร้อมและจะไม่ใช้ iPhone อีกต่อไปเพราะว่าเขานั้นต้องรู้สึกผิดที่เขาใช้ iPhone ในช่วงระหว่างที่เกิด Trade War นี้ 
สำหรับครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่ประเทศจีนเริ่มมีการเชิญชวนให้ทำการแบนสินค้าจากสหรัฐอย่าง Apple โดยครั้งก่อนเมื่อประมาณเดือนธันวาคมปีที่แล้วบริษัทยักษ์ใหญ่หลายๆ แห่งนั้นไม่อนุญาตให้พนักงานของตัวเองนั้นใช้ผลิตภัณฑ์จาก Apple ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ Huawei นั่นเอง ก็คงต้องรอจับตาดูกันว่า Trade War ครั้งนี้จะจบอย่างไรซึ่งตอนนี้สิ่งที่แน่นอนแล้วว่าในระยะสั้นๆ นี้ผู้ที่จะเสียหายมากที่สุดคือประชาชนของสองประเทศทั้งจีนและสหรัฐนั่นเอง 

ที่มา:https://9to5mac.com/2019/05/18/boycott-apple-china-movement/ 

Related links

โพสท์ใน Uncategorized | ติดป้ายกำกับ , , , | ปิดความเห็น บน แรงมาก็แรงกลับ ชาวจีนตอบโต้สหรัฐเริ่มแบนสินค้าจากสหรัฐแล้วเป้าหมายแรกคือ Apple