ราคาทองฟิวเจอร์ดีดตัว หลังดอลลาร์อ่อนค่า, นักลงทุนกังวลเศรษฐกิจโลก

ราคาทองฟิวเจอร์ปรับตัวขึ้นในวันนี้ โดยได้อานิสงส์จากการอ่อนค่าของดอลลาร์ และความกังวลเกี่ยวกับการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก
ณ เวลา 19.41 น.ตามเวลาไทย สัญญาทองคำตลาด COMEX (Commodity Exchange) ส่งมอบเดือนเม.ย. ดีดตัวขึ้น 7.40 ดอลลาร์ หรือ 0.57% สู่ระดับ 1,302.50 ดอลลาร์/ออนซ์

ดอลลาร์ชะลอตัวในวันนี้ หลังมีข่าวว่าเกาหลีเหนือกำลังพิจารณายกเลิกแผนการเจรจากับสหรัฐ ซึ่งทำให้นักลงทุนขายดอลลาร์ ขณะที่เข้าซื้อเยนในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย

ณ เวลา 19.07 น.ตามเวลาไทย ดอลลาร์ขยับลง 0.01% สู่ระดับ 111.69 เยน ขณะที่ยูโรปรับตัวขึ้น 0.13% สู่ระดับ 126.40 เยน และดีดตัวขึ้น 0.13% สู่ระดับ 1.1317 ดอลลาร์ ส่วนดัชนีดอลลาร์ ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน ลบ 0.16% สู่ระดับ 96.63

ดอลลาร์ได้รับคำสั่งซื้อในการซื้อขายช่วงแรก ขณะที่นักลงทุนคาดการณ์ว่าช่องว่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างสหรัฐและญี่ปุ่นจะกว้างขึ้น หลังการดีดตัวขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ

นายหลี่ เค่อเฉียง นายกรัฐมนตรีจีน กล่าวว่า เศรษฐกิจจีนกำลังเผชิญกับแรงกดดันในช่วงขาลง พร้อมระบุว่า จีนจะสนับสนุนให้นักลงทุนในตลาดร่วมกันรับมือภาวะชะลอตัว และระบุด้วยว่า การกระตุ้นเศรษฐกิจมากเกินไป อาจมีผลข้างเคียงต่อเศรษฐกิจ

ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ -0.1% ในการประชุมวันนี้ รวมทั้งปรับลดมุมมองด้านการส่งออกและผลผลิตภาคอุตสาหกรรม

นักลงทุนจับตาการประชุมกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในวันที่ 19-20 มี.ค. โดยมีการคาดการณ์ว่าเฟดจะยังคงตรึงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมครั้งนี้

ที่มา : https://www.ryt9.com/s/iq31/2968169

โพสท์ใน Uncategorized | ติดป้ายกำกับ , , | ปิดความเห็น บน ราคาทองฟิวเจอร์ดีดตัว หลังดอลลาร์อ่อนค่า, นักลงทุนกังวลเศรษฐกิจโลก

หัวเว่ยชูราคาดีต้นทุนถูก 15-40% ยื่นฟ้องรัฐบาลสหรัฐฯกีดกันการค้า

เมื่อวันที่ 7 มี.ค.ที่ผ่านมา หัวเว่ยได้ยื่นเรื่องฟ้องร้องต่อศาลรัฐบาลกลางของสหรัฐอเมริกา คัดค้านการเห็นชอบมาตรา 889 ของกฎหมายการป้องกันประเทศ ฉบับปี 2562 (2019 National Defense Authorization Act : NDAA) โดยขอให้ศาลมีคำสั่งว่า การกีดกันที่พุ่งเป้าไปที่หัวเว่ยนั้น เป็นการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญและขอให้มีคำสั่งห้ามใช้กฎหมายนี้เป็นการถาวร

ทั้งนี้ การตัดสินใจฟ้องรัฐบาลสหรัฐฯ สืบเนื่องมาจากการมีคำสั่งห้ามหน่วยงานของรัฐซื้ออุปกรณ์และเน็ตเวิร์กของหัวเว่ย ขณะเดียวกันสภาคองเกรสของสหรัฐฯ ก็ไม่เคยมีหลักฐานใดๆ ในการยืนยันข้อกล่าวหาดังกล่าว

นายกัว ผิง ประธานกรรมการบริหาร หมุนเวียนตามวาระของหัวเว่ย เปิดเผยว่า “สภาคองเกรสของสหรัฐฯ ล้มเหลวครั้งแล้วครั้งเล่า ในการสร้างหลักฐานสนับสนุนคำสั่งกีดกันของสหรัฐอเมริกาต่อสินค้าหัวเว่ย เราจึงถูกบีบบังคับให้เลือกทางสุดท้าย คือดำเนินการทางกฎหมาย”

“การแบนหัวเว่ยไม่เพียงแค่ผิดหลักกฎหมายเท่านั้น แต่ยังเป็นการจำกัดไม่ให้หัวเว่ยเข้าร่วมการแข่งขันอย่างเป็นธรรม ซึ่งจะทำให้ผู้บริโภคของสหรัฐฯ เสียประโยชน์ในที่สุด เราจะตั้งตารอคำตัดสินของศาล และเชื่อว่าคำตัดสินนี้จะเป็นประโยชน์ต่อทั้งหัวเว่ยและชาวอเมริกัน”

หัวเว่ยได้ยื่นฟ้องต่อศาลแขวงสหรัฐฯ ที่เมืองพลาโน รัฐเท็กซัส โดยตามคำร้องดังกล่าว ระบุมาตรา 889 ของกฎหมายการป้องกันประเทศ ฉบับปี 2562 ไม่เพียงห้ามไม่ให้หน่วยงานรัฐบาลของสหรัฐฯ ทุกหน่วยงาน ซื้ออุปกรณ์และบริการของหัวเว่ยเท่านั้น แต่ยังห้ามไม่ให้ทำสัญญาหรือให้เงินสนับสนุนหรือเงินกู้ยืมแก่บุคคลที่สาม ที่ซื้ออุปกรณ์หรือบริการของหัวเว่ย โดยไม่ผ่านกระบวนการพิจารณาคดีจากศาลหรือจากผู้บริหารด้วย

การกระทำเช่นนี้ถือเป็นการละเมิดกฎหมายจำกัดตัดสิทธิบุคคล (Bill of Attainder Clause) และกระบวนการที่ชอบด้วยกฎหมาย (Due Process Clause) นอกจากนี้ ยังละเมิดหลักการแบ่งแยกอำนาจที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญของสหรัฐอเมริกา เพราะสภาคองเกรสกำลังทำหน้าที่ทั้งออกกฎหมายและพยายามพิจารณาตัดสินและบังคับใช้กฎหมายนี้ไปพร้อมๆกัน

หัวเว่ย ระบุ การกีดกันหัวเว่ยจะทำให้การแข่งขันในตลาดหยุดชะงักและทำให้ผู้บริโภคในสหรัฐอเมริกาต้องจ่ายเงินในราคาสูงขึ้น เพื่อผลิตภัณฑ์ที่ด้อยประสิทธิภาพกว่า โดยหากอนุญาตให้หัวเว่ยเข้าร่วมแข่งขันในตลาด จะช่วยลดต้นทุนโครงสร้างพื้นฐานไร้สายได้ราว 15-40% ซึ่งจะช่วยให้อเมริกาประหยัดงบได้อย่างน้อย 20,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯในช่วงสี่ปีข้างหน้า

ที่มา ไทยรัฐ

โพสท์ใน Uncategorized | ติดป้ายกำกับ , , | ปิดความเห็น บน หัวเว่ยชูราคาดีต้นทุนถูก 15-40% ยื่นฟ้องรัฐบาลสหรัฐฯกีดกันการค้า

“บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” ใช้ขอ “สินเชื่อ” ได้ปกติ แต่แบงก์จะชี้ขาดว่าผ่านมั๊ย

นายลวรณ แสงสนิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวถึงกรณีที่สังคมออนไลน์พูดถึงผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจะไม่สามารถทำธุรกรรมทางการเงินใดๆ ได้ อาทิ การขอสินเชื่อนั้น โดยกระทรวงการคลังระบุถึงข้อเท็จจริงว่า ไม่มีนโยบายจำกัดสิทธิมิให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐดำเนินธุรกรรมทางการเงิน สามารถทำธุรกรรมทางการเงินได้ปกติ แต่ขึ้นอยู่กับสถาบันการเงินที่จะพิจารณาอนุมัติสินเชื่อให้กับแต่ละราย

ซึ่งการจัดให้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐนั้น เพื่อเป็นเครื่องมือให้ความช่วยเหลือด้านต่างๆ เช่น ลดภาระค่าใช้จ่ายด้านอุปโภคบริโภค ค่าเดินทาง ตลอดจนให้โอกาสพัฒนาตนเองเพื่อที่จะช่วยให้มีงานทำและพัฒนาทักษะความรู้ในการประกอบอาชีพได้ หากมีข้อสงสัยสามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 0 2273 9020 ต่อ 3509  

ที่มา Sanook Money

โพสท์ใน Uncategorized | ติดป้ายกำกับ , , | ปิดความเห็น บน “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” ใช้ขอ “สินเชื่อ” ได้ปกติ แต่แบงก์จะชี้ขาดว่าผ่านมั๊ย

ธอส. ปล่อยสินเชื่อบ้าน ดอกเบี้ยต่ำปีละ 2.79% ประเดิมปี 2562

นายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า ได้จัดเตรียมกรอบวงเงิน 16,500 ล้านบาท สำหรับธอส.ออกผลิตภัณฑ์สินเชื่อที่อยู่อาศัยดอกเบี้ยพิเศษ ให้เป็นทางเลือกแก่ประชาชน 4 โครงการ เพื่อผลักดันการปล่อยกู้ปีนี้ให้ถึงเป้าหมาย 2.03 แสนล้านบาท โดยสินเชื่อบ้านธอส.มีรายละเอียดดังนี้

1. สินเชื่อธอส. New Home Hi-speed (กรอบวงเงิน 10,000 ล้านบาท) 

อัตราดอกเบี้ยปีที่ 1-3 เท่ากับ MRR-3.96% ต่อปี (2.79%) ปีที่ 4 จนถึงตลอดอายุสัญญากู้กรณีสวัสดิการ อัตราดอกเบี้ย MRR-1.00% ต่อปี กรณีลูกค้ารายย่อย เท่ากับ MRR-0.50% ต่อปี กรณีกู้ซื้ออุปกรณ์และสิ่งอำนวยความสะดวกที่เกี่ยวเนื่องกับที่อยู่อาศัย ดอกเบี้ยเท่ากับ MRR (ปัจจุบันอัตราดอกเบี้ย MRR ธอส. เท่ากับ 6.75% ต่อปี) ให้กู้เพื่อซื้อที่อยู่อาศัยที่มีราคาจะซื้อจะขายมากกว่า 1 ล้านบาท และเป็นที่อยู่อาศัยใหม่ที่ยังไม่เคยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์มาก่อน ยกเว้นค่าธรรมเนียมการยื่นกู้ 0.1% ของวงเงินทำนิติกรรม ผ่อนได้นานสูงสุด 40 ปี กำหนดยื่นคำขอกู้และทำนิติกรรมภายในวันที่ 29 มีนาคม 2562

2. สินเชื่อธอส.บ้านโครงการจัดสรร (Developer) ไตรมาส 1 ปี 2562 (กรอบวงเงิน 5,000 ล้านบาท)

อัตราดอกเบี้ยปีที่ 1 เท่ากับ MRR-4.25% ต่อปี (2.50%) ปีที่ 2 เท่ากับ MRR-3.25% ต่อปี (3.50%) ปีที่ 3 เท่ากับ MRR-2.25% ต่อปี (4.50%) ปีที่ 4 จนถึงตลอดอายุสัญญากู้ กรณีสวัสดิการ อัตราดอกเบี้ย MRR-1.00% ต่อปี กรณีลูกค้ารายย่อย เท่ากับ MRR-0.50% ต่อปี และกรณีกู้ซื้ออุปกรณ์และสิ่งอำนวยความสะดวกที่เกี่ยวเนื่องกับที่อยู่อาศัย ดอกเบี้ยเท่ากับ MRR สำหรับผู้ที่ซื้อที่อยู่อาศัยในโครงการจัดสรรที่ธนาคารรับเป็นโครงการ Fast Track / Smart Fast Track / Regional Fast Track และ LTF ที่ดำเนินโครงการโดยผู้ประกอบการจัดสรร (Developer) ที่มีข้อตกลงร่วมกับธนาคาร ผ่อนได้นานสูงสุด 40 ปี กำหนดยื่นคำขอกู้และทำนิติกรรมภายในวันที่ 30 เมษายน 2562

3. โครงการสินเชื่อธอส. บ้านเพิ่มสุข ไตรมาสที่ 1 ปี 2562 (กรอบวงเงิน 1,000 ล้านบาท)

อัตราดอกเบี้ย ปีที่ 1 – 3 เท่ากับ MRR-2.85% ต่อปี (3.90%) ปีที่ 4 จนถึงตลอดอายุสัญญากู้ ดอกเบี้ยเท่ากับ MRR ต่อปี สำหรับลูกค้าปัจจุบันของธนาคารที่มีประวัติการผ่อนชำระหนี้ย้อนหลัง 12 เดือน ปกติและสม่ำเสมอทุกเดือน และมียอดเงินต้นที่ชำระคืนให้ธนาคารแล้วทุกบัญชีรวมกันไม่น้อยกว่า 50,000 บาท สามารถกู้เพื่อซื้ออุปกรณ์ หรือสิ่งอำนวยความสะดวกฯ ผ่อนได้นานสูงสุด 40 ปี กำหนดยื่นคำขอกู้และทำนิติกรรมภายในวันที่ 30 เมษายน 2562

4. โครงการสร้างบ้านสร้างอาชีพ สำหรับลูกค้าของธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) แบ่งเป็น

  • สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย (กรอบวงเงิน 250 ล้านบาท) อัตราดอกเบี้ยปีที่ 1-3 เท่ากับ MRR-3.60% ต่อปี(3.15%)ปีที่ 4 จนถึงตลอดอายุสัญญากู้ กรณีสวัสดิการ อัตราดอกเบี้ย MRR-1.00% ต่อปี กรณีลูกค้ารายย่อย เท่ากับ MRR-0.50% ต่อปี และกรณีกู้ซื้ออุปกรณ์และสิ่งอำนวยความสะดวกฯ อัตราดอกเบี้ยเท่ากับ MRR ให้กู้เพื่อซื้อ ปลูกสร้าง ต่อเติม ซ่อมแซม ไถ่ถอนจำนอง ซื้ออุปกรณ์และสิ่งอำนวยความสะดวกฯ พร้อมกับเพื่อซื้อหรือไถ่ถอนจำนอง และซื้อทรัพย์ NPA ของธนาคาร ยกเว้นค่าธรรมเนียมการยื่นกู้ 0.1% ของวงเงินทำนิติกรรม และค่าจดทะเบียนจำนอง 1% ของวงเงินกู้ตามสัญญากู้เงิน ผ่อนได้นานสูงสุด 40 ปี
  • สินเชื่อสำหรับผู้ประกอบการอพาร์ทเม้นท์ให้เช่า (กรอบวงเงิน 250 ล้านบาท) กรณีปลูกสร้าง อัตราดอกเบี้ยปีที่ 1 เท่ากับ MLR – 2.25% ต่อปี(4.00%) ปีที่ 2-5 ดอกเบี้ยเท่ากับ MLR – ไม่เกิน 1.25% ต่อปี ปีที่ 6 จนถึงตลอดอายุสัญญากู้ดอกเบี้ยเท่ากับ MLR – 0.25% ต่อปี (6.00%) (ปัจจุบันอัตราดอกเบี้ย MLR ธอส. เท่ากับ 6.25% ต่อปี) และกรณีไถ่ถอนจำนอง อัตราดอกเบี้ยปีที่ 1-2 เท่ากับ MLR – 2.25% ต่อปี(4.00%) ปีที่ 3-5 ดอกเบี้ยเท่ากับ MLR – ไม่เกิน 1.25% ต่อปี ปีที่ 6 จนถึงตลอดอายุสัญญากู้ดอกเบี้ยเท่ากับ MLR-0.25% ต่อปี ยกเว้นค่าประเมินราคาหลักทรัพย์ และค่าธรรมเนียมการยื่นกู้ ผ่อนได้นานสูงสุด 15 ปี ยื่นคำขอกู้ภายในวันที่ 30 ธันวาคม 2562 และทำนิติกรรมภายในวันที่ 31 มีนาคม 2563

ที่มา สนุกดอทคอม

โพสท์ใน Uncategorized | ติดป้ายกำกับ , , | ปิดความเห็น บน ธอส. ปล่อยสินเชื่อบ้าน ดอกเบี้ยต่ำปีละ 2.79% ประเดิมปี 2562

เสริมความมั่นคงระบบจ่ายไฟฟ้ากลุ่มเหล็กสหวิริยา-กฟผ.-กฟภ.จัดประชุม

นายมนินทร์ อินทร์พรหม ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายการผลิต บริษัท สหวิริยาสตีลอินดัสตรี จำกัด(มหาชน)หรือ เอสเอสไอ เป็นประธานเปิดการประชุมผลการดำเนินงานระบบการส่งจ่ายกำลังไฟฟ้าให้กับกลุ่มเหล็กสหวิริยา ประจำปี 2561 (ครั้งที่ 23) ระหว่าง หน่วยงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค(กฟภ.) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) และกลุ่มเหล็กสหวิริยา ซึ่งในปีนี้ เอสเอสไอ เป็นเจ้าภาพในการจัดประชุมดังกล่าว ณ ห้องประชุม บ้านกลางอ่าวบีชรีสอร์ท อำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสรุปผลการดำเนินงานในรอบปีที่ผ่านมา รวมถึงกำหนดเป้าหมายและแผนการดำเนินงานในการป้องกันและลดปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นในปี 2562 พร้อมทั้งเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานการไฟฟ้าภูมิภาค และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยกับกลุ่มเหล็กสหวิริยา

ที่มา ThaiPR.net

โพสท์ใน Uncategorized | ติดป้ายกำกับ , , | ปิดความเห็น บน เสริมความมั่นคงระบบจ่ายไฟฟ้ากลุ่มเหล็กสหวิริยา-กฟผ.-กฟภ.จัดประชุม

WP โชว์กำไรปี 61 สูงขึ้นกว่า 143% ตามอัตรากำไรสุทธิพุ่งหลังจัดการต้นทุนได้ดี-ขยายฐานลูกค้า

นางสาวชมกมล พุ่มพันธุ์ม่วง รักษาการประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ดับบลิวพี เอ็นเนอร์ยี่ (WP) เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานงวดปี 61 (สิ้นสุดวันที่ 31 ธ.ค.61)  ของบริษัทและบริษัทย่อยว่า มีกำไรสุทธิ 321.48  ล้านบาท เพิ่มขึ้น 189.53 ล้านบาท หรือ เพิ่มขึ้น 143.63% จากงวดเดียวกันของปีก่อนมีกำไรสุทธิ 131.96 ล้านบาท  ส่วนรายได้รวมเท่ากับ 14,978.08 ล้านบาท  และรายได้จากการขายและให้บริการเท่ากับ 14,726.87 ล้านบาท ขณะที่อัตรากำไรสุทธิเพิ่มขึ้นเป็น 2.15% จากงวดเดียวกันของปีก่อนเท่ากับ 0.84% และมี EBITDA อยู่ที่ 674.91 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 60.01% จากปีก่อนอยู่ที่ 421.80 ล้านบาท

สาเหตุที่กลุ่มบริษัทมีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น เนื่องจากความสามารถในการบริหารจัดการต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น  แม้ว่าตลาดในกลุ่มสถานีบริการจะเป็นช่วงขาลงและกระทบกับยอดขายรวมของกลุ่มบริษัท แต่กลุ่มบริษัทยังคงสามารถรักษาการเติบโตของลูกค้ากลุ่มอื่นที่มีอัตราการทำกำไรที่ดีกว่าไว้ได้ และยังได้ขยายฐานลูกค้าเหล่านี้ได้อย่างต่อเนื่อง จึงทำให้กำไรขั้นต้นและกำไรสุทธิของกลุ่มบริษัทเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง

“กำไรงวดปี 61 ที่ออกมานั้นถือว่าเป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ เพราะบริษัทฯ มีความสามารถในการบริหารค่าใช้จ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ประกอบกับผลิตภัณฑ์และการบริการสามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้อย่างตรงจุดและทันเวลา ทำให้ WP สามารถรักษามาตรฐานการดำเนินธุรกิจและตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงทำให้ขยายฐานลูกค้าได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน ทำให้กำไรปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ  “คุณชมกมลกล่าวในที่สุด

ที่มา สำนักข่าวอินโฟเควสท์

โพสท์ใน Uncategorized | ติดป้ายกำกับ , , | ปิดความเห็น บน WP โชว์กำไรปี 61 สูงขึ้นกว่า 143% ตามอัตรากำไรสุทธิพุ่งหลังจัดการต้นทุนได้ดี-ขยายฐานลูกค้า

ราคาน้ำมัน WTI ปรับตัวขึ้นจากปัจจัยโอเปกลดการผลิต แม้กังวลศก.โลกชะลอตัว

สัญญาน้ำมันดิบล่วงหน้า WTI ปรับตัวขึ้นในวันนี้ โดยได้ปัจจัยหนุนจากการปรับลดกำลังการผลิตของกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) แม้มีความกังวลเกี่ยวกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ซึ่งจะกระทบต่อความต้องการใช้น้ำมัน

นอกจากนี้ การที่สหรัฐคว่ำบาตรเวเนซุเอลา และอิหร่าน ก็ได้ทำให้ปริมาณน้ำมันตึงตัวในตลาด
ณ เวลา 22.42 น.ตามเวลาไทย สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ส่งมอบเดือนมี.ค. ซึ่งมีการซื้อขายที่ตลาด NYMEX เพิ่มขึ้น 33 เซนต์ หรือ 0.59% สู่ระดับ 55.92 ดอลลาร์/บาร์เรล

ทั้งนี้ การปรับลดกำลังการผลิตน้ำมันของโอเปกได้ช่วยให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นมากกว่า 20% ในปีนี้
การผลิตน้ำมันของโอเปกลดลง 797,000 บาร์เรล/วัน สู่ระดับ 30.806 ล้านบาร์เรล/วันในเดือนม.ค. ซึ่งเทียบเท่ากับการปฏิบัติตามข้อตกลงปรับลดกำลังการผลิตราว 86%

ทางด้านซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเป็นผู้นำในการปรับลดการผลิตของโอเปก ประกาศว่าจะลดการผลิตสู่ระดับ 9.8 ล้านบาร์เรล/วันในเดือนหน้า โดยลดลงมากกว่า 500,000 บาร์เรล/วันจากที่มีการสัญญาไว้ในช่วงแรก

เมื่อเดือนธ.ค.ปีที่แล้ว โอเปกและกลุ่มประเทศนอกโอเปก นำโดยรัสเซีย เห็นพ้องกันที่จะปรับลดกำลังการผลิตน้ำมัน 1.2 ล้านบาร์เรล/วันในปีนี้ เพื่อป้องกันการทรุดตัวของราคาน้ำมัน

นักลงทุนจับตาการประชุมโอเปกในวันที่ 17-18 เม.ย.เพื่อดูสัญญาณการปรับลดกำลังการผลิตของโอเปกและประเทศพันธมิตรในช่วงครึ่งปีหลัง

ที่มา สำนักข่าวอินโฟเควสท์

โพสท์ใน Uncategorized | ติดป้ายกำกับ , , | ปิดความเห็น บน ราคาน้ำมัน WTI ปรับตัวขึ้นจากปัจจัยโอเปกลดการผลิต แม้กังวลศก.โลกชะลอตัว

เฟดยันตัวเลขยอดค้าปลีกซบ,การผลิตภาคอุตฯวูบ ไม่ได้บ่งชี้ศก.ชะลอตัวมากกว่าคาด

นายราฟาเอล บอสติค ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขาแอตแลนตา กล่าวว่า การเปิดเผยตัวเลขยอดค้าปลีก และการผลิตในภาคอุตสาหกรรมที่น่าผิดหวัง ไม่ได้เป็นสิ่งบ่งชี้ว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะชะลอตัวมากกว่าที่คาดไว้

“ผมยังไม่เห็นข้อมูลที่บ่งชี้ว่าเราจะอยู่ที่ระดับแนวโน้ม หรือต่ำกว่า และขณะนี้เศรษฐกิจก็อาจปรับตัวสูงกว่าแนวโน้มในปีนี้ โดยอาจอยู่ในช่วง 2.3-2.5% ซึ่งแม้ต่ำกว่าระดับในปีที่แล้ว แต่ก็ยังคงสูงกว่าระดับศักยภาพ ซึ่งอยู่ต่ำกว่า 2%”  นายบอสติคกล่าว

ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่เฟดคาดการณ์ว่า เศรษฐกิจจะชะลอตัวลงในปีนี้ เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ซึ่งได้รับการกระตุ้นจากการใช้จ่ายของรัฐ และมาตรการปรับลดอัตราภาษี

นายบอสติคยืนยันว่า แม้มีการเปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจที่อ่อนแอ แต่เขาก็ยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงมุมมองของตนเอง หรือการคาดการณ์ที่ว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยหนึ่งครั้งในปีนี้

กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยว่า ยอดค้าปลีกดิ่งลง 1.2% ในเดือนธ.ค. ซึ่งเป็นการปรับตัวลงมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนก.ย.2552 ซึ่งขณะนั้นเศรษฐกิจกำลังฟื้นตัวจากภาวะถดถอย

นักวิเคราะห์คาดว่ายอดค้าปลีกจะเพิ่มขึ้น 0.2% ในเดือนธ.ค. หลังจากเพิ่มขึ้น 0.1% ในเดือนพ.ย.
การทรุดตัวของยอดค้าปลีกในเดือนธ.ค.ได้รับผลกระทบจากการปรับตัวลงของยอดขายในสินค้าทุกหมวด
นอกจากนี้ เฟดรายงานว่า การผลิตในภาคอุตสาหกรรมของสหรัฐปรับตัวลงเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนพ.ค.ปีที่แล้ว โดยได้รับผลกระทบจากการร่วงลงของการผลิตรถยนต์ และเครื่องจักร

เฟดเปิดเผยว่า การผลิตภาคอุตสาหกรรมของสหรัฐร่วงลง 0.6% ในเดือนม.ค.
ทั้งนี้ การผลิตภาคอุตสาหกรรมเป็นการวัดการปรับตัวของภาคการผลิต, เหมืองแร่ และสาธารณูปโภค

ที่มา สำนักข่าวอินโฟเควสท์

โพสท์ใน Uncategorized | ติดป้ายกำกับ , , , , | ปิดความเห็น บน เฟดยันตัวเลขยอดค้าปลีกซบ,การผลิตภาคอุตฯวูบ ไม่ได้บ่งชี้ศก.ชะลอตัวมากกว่าคาด

จัดงบปี 63 เพิ่มความสุข “บัตรทอง” รวมผ่าตัดด่วน-ยาแพงอัลไซเมอร์-มะเร็ง-ไทรอยด์

คนถือบัตรทองได้เฮ! ครม.อนุมัติงบปี 2563 กว่า 191,000 ล้านบาท เพิ่มเม็ดเงินกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติกว่า 6,500 ล้านบาท จากปี 2562 เป็นงบเหมาจ่ายรายหัว 3,600 บาท เพิ่มหัวละ 173 บาท สำหรับ 48.2 ล้านคน พร้อมเพิ่มยาหมวดราคาแพงใช้รักษาอัลไซเมอร์ มะเร็ง ไทรอยด์ โรคที่เกิดจากการทำลายเส้นประสาท และเพิ่มสูตรยาต้านไวรัสเอดส์ และเพิ่มการผ่าตัดด่วนที่กลับบ้านได้ในวันเดียว

นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารีย์ รองเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน วันที่ 12 ก.พ.ที่ผ่านมา ได้มีการอนุมัติงบประมาณกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ปีงบประมาณ 2563 ภายใต้วงเงิน 191,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ 2562 จำนวน 6,500 ล้านบาท

โดยประกอบด้วย 1.งบบริการทางการแพทย์เหมาจ่ายรายหัว จำนวนทั้งสิ้น 174,000 ล้านบาท ครอบคลุมค่าใช้จ่ายหน่วยบริการในส่วนเงินเดือน ค่าตอบแทนบุคลากรและค่าบริการสาธารณสุขในระดับท้องถิ่น หรือพื้นที่สำหรับประชาชนผู้มีสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ สำหรับผู้ถือบัตรทองทั้งประเทศจำนวน 48.26 ล้านคน หรือคิดเป็นอัตราเหมาจ่ายรายหัว 3,600 บาทต่อประชากร เพิ่มขึ้นจากปี 2562 ในอัตรา 173 บาทต่อประชากรผู้มีสิทธิ์

2.งบบริการสาธารณสุขผู้ติดเชื้อเอชไอวี และผู้ป่วยเอดส์จำนวน 3,596 ล้านบาท 3.งบบริการสาธารณสุขผู้ป่วยไตวายเรื้อรังจำนวน 9,405 ล้านบาท 4.งบบริการการบริการควบคุมป้องกันความรุนแรงโรคเรื้อรังจำนวน 1,037 ล้านบาท 5.งบค่าบริการสาธารณสุขเพิ่มเติม สำหรับหน่วยบริการในพื้นที่กันดาร พื้นที่เสี่ยงภัย และพื้นที่ชายแดนภาคใต้ 1,490 ล้านบาท 6.งบค่าบริการสาธารณสุขสำหรับผู้ป่วยติดบ้านติดเตียงในชุมชน 1,025 ล้านบาท 7.งบค่าบริการสาธารณสุขเพิ่มเติมบริการระดับปฐมภูมิที่มีแพทย์ประจำครอบครัว 268 ล้านบาท

นพ.จเด็จ กล่าวต่อว่า จากงบประมาณที่รัฐบาลสนับสนุนเพิ่มเติมในปีงบประมาณ 2563 นี้ โดยเฉพาะในส่วนงบเหมาจ่ายรายหัวนั้น สำนักงานจะนำมาสู่การพัฒนาระบบ เพิ่มการเข้าถึงการรักษาและบริการสาธารณสุขที่จำเป็นให้กับประชาชน ซึ่งที่ผ่านมาได้มีสิทธิประโยชน์ ทั้งการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค การรักษาผู้ป่วยนอก การรักษาผู้ป่วยใน ซึ่งในปีนี้ได้มีสิทธิประโยชน์ที่ผ่านการพิจารณาและเตรียมเดินหน้าในปีงบประมาณ 2563 ได้แก่ การตรวจคัดกรองยีน HLA-B*1520 ก่อนเริ่มยา Carbamazepine เพื่อป้องกันการแพ้ยาชนิดรุนแรง, ปรับการคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ในประชากร อายุ 50-70 ปีให้เกิดความสะดวกมากขึ้น “ขณะเดียวกันยังจะมีการเพิ่มบริการผ่าตัดแบบวันเดียวกลับอีก 12 รายการ โดยเพิ่มการผ่าตัดผ่านกล้องและอุปกรณ์ทันสมัยเพื่อให้กลับบ้านได้เร็วขึ้น รวมทั้งการเพิ่มยารักษาโรคอัลไซเมอร์ มะเร็ง ไทรอยด์ โรคที่เกิดจากการทำลายเส้นประสาท และเพิ่มสูตรยาต้านไวรัสเอดส์ที่ดื้อยา ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นยาราคาแพงทั้งสิ้น นอกจากนั้น ยังจะมีการเพิ่มเครื่องตรวจติดตามค่าน้ำตาลในเลือดให้ผู้ป่วยเบาหวานเด็ก เพิ่มวัคซีนป้องกันโรคท้องร่วงในเด็ก รวมทั้งขยายสิทธิประโยชน์ปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือดในกลุ่มผู้บริจาคที่ไม่ใช่ญาติอีกด้วย”

นอกจากนั้น ในปีงบประมาณ 2563 ยังจะมีการปรับระบบการจัดการให้ประชาชนมีแพทย์ประจำครอบครัวใหม่ และการดูแลผู้ป่วยติดบ้านติดเตียงทุกกลุ่มอายุ ให้ครอบคลุมถึงผู้ป่วยสิทธิสวัสดิการข้าราชการและประกันสังคมจากความร่วมมือหน่วยบริการในพื้นที่และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) และการเพิ่มโอกาสเข้าถึงบริการแพทย์แผนไทยมากขึ้น

ขณะเดียวกัน สปสช.ยังได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยนำร่องการจัดบริการเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงบริการสุขภาพที่จำเป็นและมีคุณภาพชีวิตเพิ่มขึ้น อาทิ นำร่องบริการตรวจคัดกรองภาวะดาวน์ซินโดรมทารกในครรภ์ นำร่องการล้างไตผ่านเครื่องอัตโนมัติในผู้ป่วยไตวายเรื้อรัง และการนำร่องป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีด้วยวิธี Pre-Exposure Prophy-laxis (PrEP) ในกลุ่มเสี่ยงสูงต่อการติดเชื้อเอชไอวีอีกด้วย

ที่มา ไทยรัฐ

โพสท์ใน Uncategorized | ติดป้ายกำกับ , , , , | ปิดความเห็น บน จัดงบปี 63 เพิ่มความสุข “บัตรทอง” รวมผ่าตัดด่วน-ยาแพงอัลไซเมอร์-มะเร็ง-ไทรอยด์

ชาวบ้านบ่นระงมปัญหาปากท้อง นายกฯ คนต่อไปยังไม่มีในใจ อยากได้เก่งๆ

เมื่อวันที่ 10 ก.พ. ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล เปิดเผยผลสำรวจภาคสนาม เรื่อง ปัญหาปากท้องประชาชน กับ ภาพนายกรัฐมนตรีคนต่อไป จากทุกสาขาอาชีพ จำนวน 1,111 ตัวอย่าง พบว่า ร้อยละ 46.8 ติดตามข่าวสารผ่านสื่อมวลชนบ่อยๆ ในขณะที่ ร้อยละ 47.1 ไม่บ่อย และ ร้อยละ 6.1 ไม่ติดตามเลย โดยประชาชนร้อยละ 30.1 ระบุการแก้ปัญหาปากท้อง ดีขึ้น แต่ร้อยละ 35.5 ระบุเหมือนเดิม และร้อยละ 34.4 ระบุแย่ลง นอกจากนี้เกินครึ่งหรือร้อยละ 52.7 ระบุความมั่นคงในอาชีพการงานตอนนี้แค่กลางๆ ประคองตัว และร้อยละ 25.0 ระบุไม่มั่นคง ในขณะที่ส่วนน้อย หรือเพียงร้อยละ 22.3 เท่านั้นระบุมั่นคง รายได้ดี

นอกจากนี้ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 88.4 ระบุยังไม่เห็นมีใครตอนนี้ที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีที่เก่ง แก้ปัญหาปากท้องประชาชนได้ ในขณะที่ ส่วนน้อย หรือเพียงร้อยละ 11.6 ระบุ มีในใจแล้ว

อย่างไรก็ตามจากผลสำรวจที่ผ่านมาหลายครั้งชี้ให้เห็นว่า ปัญหาปากท้องของประชาชนเป็นปัญหาใหญ่ที่สุด และคนส่วนน้อยของประเทศอยู่ในฐานะมั่นคงรายได้ดี และผลสำรวจครั้งนี้ตอกย้ำว่า คนส่วนใหญ่ของประเทศอยู่ในฐานะกลางๆ แค่ประคองตัวและกำลังมองหาคนจะเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไปที่เก่ง เน้นด้านเศรษฐกิจแก้ปัญหาปากท้องของประชาชนได้ดี เคยมีผลงานจับต้องได้ไม่ทอดทิ้งชาวบ้านคนจน มุ่งช่วยเหลือคนส่วนใหญ่ของประเทศ แต่ยังไม่มีใครในใจตอนนี้ เพราะภาพนายกรัฐมนตรีคนต่อไปยังคงเบลอๆ ไม่ชัดเจนว่าจะเป็นใคร

ที่มา ไทยรัฐ

โพสท์ใน Uncategorized | ติดป้ายกำกับ , , , | ปิดความเห็น บน ชาวบ้านบ่นระงมปัญหาปากท้อง นายกฯ คนต่อไปยังไม่มีในใจ อยากได้เก่งๆ